แม้จะอ้างว่าไม่มีความขัดแย้งใดๆ ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) แต่ในที่สุด พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ก็ต้องมีคำสั่งให้ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งเป็นโฆษก ให้เป็นผู้ให้ข่าว แถลงข่าวและการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน เพราะอาจสร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ต่อประเด็นต่างๆ ต่อประชาชนและสังคม หลังจากที่มีการให้สัมภาษณ์ตอบโต้กันระหว่าง “บิ๊ก” ตำรวจเปิดฉากด้วยการให้สัมภาษณ์ของ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. ระบุว่ามีตำรวจ 5 คน รวมทั้ง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล หรือ “บิ๊กโจ๊ก” รอง ผบ.ตร. ถูกพนักงานสอบสวนกล่าวหากระทำผิดตาม ป.อาญา ม.149 และ 157เนื่องจากผู้ถูกกล่าวหาเป็นถึงระดับรอง ผบ.ตร. และเป็นคนดังที่สุดใน สตช. อีกทั้งเรื่องที่ถูกกล่าวหาก็เป็นความผิดร้ายแรง โดยเฉพาะ ป.อาญา ม.149 ข้อหาเป็นเจ้าพนักงานเรียกรับทรัพย์สิน หรือส่วย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปี ถึง 20 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต หรือประหาร ชีวิต จึงกลายเป็นข่าวโด่งดังผู้ที่ถูกพาดพิง คือ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ จึงให้สัมภาษณ์ตอบโต้ทันควัน ด้วยการถามว่าตำรวจผู้รับผิดชอบคดีมียศอะไร ขอให้ผู้ที่มียศสูงออกมาพูดบ้าง อย่าให้ลูกน้องมาพูดแทน และชี้ว่าคดีข้อกล่าวหาของพนักงานสอบสวน เป็นเพียงการตั้งข้อสังเกตว่ากระทำผิด ยังไม่ใช่การแจ้งข้อหา และปฏิเสธว่าตนยังไม่โดน ม.149 เรื่องรับเงินใดๆในการตอบโต้ช่วงหนึ่ง “บิ๊กโจ๊ก” ได้กล่าววาทะที่อาจสั่นสะเทือนทั้งวงการตำรวจ ระบุว่ามีตำรวจชั้นผู้ใหญ่อีกหลายคน ที่รับเงินจากเว็บพนันออนไลน์กว่า 100 ล้านบาท พร้อมทั้งเปิดเผยว่าลูกน้องของตน ฟ้อง พล.ต.อ.ไปแล้ว 2 นาย และฟ้องพนักงานสอบสวนอีกกว่า 200 นาย กรณีออกหมายค้นโดยปกปิดข้อเท็จจริงในช่วงเวลาเดียวกัน ได้เกิดเหตุการณ์แปลกๆขึ้น เมื่อมีการนำคลิปนายตำรวจยศ พ.ต.อ. คุกเข่าก้มกราบ พ.ต.ท. หลังจากที่ พ.ต.อ.ถูกลูกน้องกล่าวหาถูกบังคับให้รีดค่าส่วยจากประชาชน ถือเป็น “อาเพศ” ในวงการตำรวจหรือไม่ การสั่งห้ามตำรวจไม่ให้สัมภาษณ์ หยุด ตอบโต้ซึ่งกันและกัน จะแก้อาเพศได้หรือไม่อาเพศหรืออาถรรพณ์ในวงการตำรวจจะสิ้นสลายไปหรือไม่ หลังจากที่ ผบ.ตร.มีคำสั่ง “ปิดปาก” ให้ตำรวจหยุดตอบโต้ซึ่งกันและกัน ให้ฟังคำแถลงของโฆษกแต่เพียงผู้เดียว เป็นข้อห้ามที่อาจมีผลเท่ากับ “ห้ามสาวไส้ให้กากิน” และให้ใบบัวมาปิด เมื่อมีช้างตายตั้งหลายตัว.คลิกอ่านคอลัมน์ "บทบรรณาธิการ" เพิ่มเติม