โลกนี้เอาอะไรแน่นอนไม่ได้ หมุนเวียนเปลี่ยนไปมา วันนี้โลกที่เป็นประเทศไทยหมุนคืนสู่ยุคของรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม ที่ส่งเสริมให้ประชากรมีลูกดก นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีสาธารณสุข เสนอให้ปัญหาอัตราการเกิดน้อยเป็นวาระแห่งชาติ และมองว่าสามีภรรยาที่ไม่มีบุตรเป็นเรื่องแปลกประหลาดขณะที่ ดร.สมชัย จิตสุชน แห่งสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เขียนบทความลงหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ระบุว่า ปี 2565 ประเทศไทยมีทารกเกิดใหม่แค่ 500,000 คน ต่ำสุดใน 71 ปี และถ้าปล่อยให้เป็นไปตามนี้ต่อไปอีกไม่กี่ทศวรรษ ประชากรไทยที่มีอยู่ราว 70 ล้านคน จะลดเหลือเพียงครึ่งเดียว สอดคล้องกับนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลังปลัดกระทรวงการคลังระบุว่า ในบรรดา 5 ปัจจัยท้าทายเศรษฐกิจไทย มีปัจจัยที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ โครงสร้างประชากรไม่เอื้ออำนวยการเติบโตแบบก้าวกระโดด เพราะมีเด็กเกิดใหม่แค่ 500,000 คน แต่มีผู้สูงอายุถึง 12.8 ล้านคนเนื่องจากประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ทำให้เศรษฐกิจที่เคยเติบโตปีละ 5–7% ลดลงเหลือ 3–4% นายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน กล่าวอ้างด้วยซ้ำว่า ใน 10 ปีที่ผ่านมา จีดีพีไทยโดยเฉลี่ยปีละ 1.9% เป็นอัตราที่ต่ำต้อยมาก จึงต้องกู้เงิน 5 แสนล้านบาท มาแจกประชาชน 50 ล้านคน เพื่อกระตุ้นจีดีพีให้โตปีละ 5%เหตุที่สังคมไทยกลายเป็นสังคมเด็กเกิดน้อย แต่คนแก่อายุยืน เพราะในบางช่วงบางสมัยอัตราการเกิดของเด็กไทยพุ่งขึ้นอย่างน่ากลัว ในช่วงที่ประชากรส่วนมากเป็นชาวไร่ชาวนา ไม่รู้วิธีคุมกำเนิด ปล่อยให้มีลูกตามธรรมชาติ ครอบครัวส่วนหนึ่งมีบุตรนับสิบๆคน จนน่ากลัวประชากรล้นประเทศรัฐบาลจึงต้องออกมารณรงค์ด้วยคำขวัญ “ลูกมากจะยากจน” หรือ “มีลูกหนึ่งคนจนไปหลายปี” เปิดบริการวางแผนครอบครัวด้วยการคุมกำเนิด การทำแท้ง หรือทำหมันได้ผลน่าพอใจ กลายเป็นค่านิยมของสามีภรรยายุคใหม่ ไม่ยอมมีลูกหรือมีไม่เกิน 1 คน เหมือนกับบางประเทศวันนี้รัฐบาลจะต้องส่งเสริมให้คู่สมรสมีบุตร “เพื่อชาติ” เพราะถ้าปล่อยตามความพอใจจะกระทบถึงเศรษฐกิจไทย ที่นับวันจะเป็นสังคมคนชรา ขาดประสิทธิภาพในการผลิต การเติบโตของจีดีพีตกต่ำ นำไปสู่ความยากจนและความเหลื่อมล้ำ สิ่งที่คนไทยต้องการคือสังคมที่มั่งคั่ง เท่าเทียม และเป็นประชาธิปไตย.คลิกอ่านคอลัมน์ “บทบรรณาธิการ” เพิ่มเติม