วันนี้แล้วนะครับที่จะเป็น “วันเพ็ญ เดือน 12” หรือ “วันลอยกระทง” ของพวกเราชาวไทยที่ได้ริเริ่มขึ้น และดำเนินการติดต่อกันเรื่อยมาทุกปีจนกลายเป็นวัฒนธรรมประเพณีอันยิ่งใหญ่ เป็นที่รู้จักและกล่าวขวัญถึงไปทั่วโลกในปัจจุบันนี้แม้ต้นกำเนิดหรือความคิดในการ “ลอยกระทง” จะมิใช่ของไทยเราแต่ดั้งแต่เดิมก็ช่างเถิด...เมื่อมีหลักฐานว่าได้มีการลอยกระทงครั้งแรกในประเทศไทยของเราตั้งแต่ยุคสมัยของกรุงสุโขทัย หรือเมื่อ 780 กว่าปีก่อนโน้น และเรายังรักษาเอาไว้ได้อย่างยิ่งใหญ่และอย่างต่อเนื่องก็ต้องถือว่าวัฒนธรรมประเพณีในเรื่องนี้เป็นของชนชาติเรา หรือได้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเป็นของไทยเราเรียบร้อยแล้วขอให้สืบสานและรักษาไว้เป็นมรดกแผ่นดินตลอดไปเพื่อนผมรายหนึ่งไปอ่านเจอในโซเชียลมีเดียเห็นว่าเขาสรุปถึงประโยชน์และเหตุผลในการลอยกระทงเอาไว้ดีมาก จึงแชร์ต่อมาที่ผมดังนี้1.เพื่อเป็นการสักการะรอย พระพุทธบาท นัมมทานที อันเป็นแม่นํ้าที่เชื่อกันว่าพระพุทธเจ้าทรงไปประทับรอยบาทไว้ที่ริมฝั่ง เมื่อครั้งเสด็จไปแสดงธรรมโปรดชาวสุนาปรันตะและนัมมทานาคราช2.เพื่อเป็นการสำนึกบุญคุณของแม่นํ้าที่เราได้อาศัยดื่มกิน (ทำการเกษตร ทำการอุตสาหกรรม และทำมาหาเลี้ยงชีพสารพัด) อีกทั้งเพื่อขออภัยที่ทำให้แหล่งนํ้าต่างๆไม่สะอาด3.เพื่อเป็นการสะเดาะเคราะห์โดยอาศัยความเชื่อว่าได้ลอยความทุกข์ความโศก โรคภัยไข้เจ็บต่างๆไปกับสายนํ้าหมดสิ้นแล้ว4.เพื่อรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีเก่าแก่ของไทยแต่โบราณ อีกทั้งส่งเสริมการท่องเที่ยวทั้งให้แก่ชาวไทยเราเองและชาวต่างชาติ5.เพื่อเป็นการนัดพบปะสังสรรค์กันในหมู่ครอบครัวญาติมิตร เพื่อนร่วมงาน ทำให้ได้อยู่ร่วมกันในวันลอยกระทง6.เพื่อส่งเสริมฝีมืองานอาชีพ อีกทั้งส่งเสริมให้แสดงความคิดสร้างสรรค์ในการทำกระทงเพิ่มรายได้แก่ประชาชนกลุ่มหนึ่งผมไม่มีเวลาตรวจสอบ โดยเฉพาะในส่วนที่เป็นความเชื่อทางศาสนาหรือประเพณีท้องถิ่นต่างๆ แต่ดูแล้วเห็นว่าโดยรวมน่าจะยอมรับได้ จึงนำมาเผยแพร่หรือแชร์ต่ออีกทอดหนึ่งในวันนี้แต่ผมก็เห็นด้วยที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าการลอยกระทงในยุคใหม่นี้กำลังจะเป็นการทำลายสิ่งแวดล้อม เพราะผู้ลอยมักจะใช้วัตถุประเภทย่อยสลายยากมาทำกระทง เช่น โฟม เช่น พลาสติก เป็นต้นอย่างไรก็ดี ในช่วงหลังๆเราก็รณรงค์กันจนประชาชนเริ่มเห็นผลเสียหาย จึงหันมาใช้วัสดุที่ย่อยสลายง่าย เช่นเดียวกับในยุคก่อนๆผมเองเชื่อในเรื่องของการกระตุ้นเศรษฐกิจ และมองว่าเทศกาลลอยกระทงมีส่วนช่วยในการกระตุ้นเศรษฐกิจมากพอสมควรในแต่ละปีขณะเดียวกันก็สามารถใช้เป็นเครื่องชี้วัดทางเศรษฐกิจได้อย่างคร่าวๆ เพราะความสนุกสนานครึกครื้นในเทศกาลลอยกระทงกับภาระเศรษฐกิจจะไปด้วยกัน เศรษฐกิจดีงานลอยกระทงก็สนุก เศรษฐกิจแย่ งานลอยกระทงก็จะกร่อยลงปีนี้ท่านเลขาฯสภาพัฒน์แถลงข่าวว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 เพิ่มเพียง 1.5 เปอร์เซ็นต์ ถือว่าเพิ่มน้อยลงเมื่อเทียบกับปีก่อน และเฉลี่ยเศรษฐกิจไทย 9 เดือน ก็แค่ 1.9 เปอร์เซ็นต์ ถือว่าแผ่วเช่นกันผมก็อดห่วงใยไม่ได้ว่าลอยกระทงปีนี้อาจจะกร่อยเสียละกระมัง?แต่เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ผมอ่านผลการสำรวจและคาดหมายเศรษฐกิจวันลอยกระทง 2566 ของ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย แล้วก็รู้สึกใจชื้น เมื่อท่านอธิการบดี ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ท่านสรุปว่าการลอยกระทงปีนี้จะคึกคักกว่าปีที่แล้วเสียอีก โดยมูลค่าการใช้จ่ายจะขยายตัวราวๆ 3.3 เปอร์เซ็นต์ ขึ้นแตะระดับ 10,000 ล้านบาท เป็นครั้งแรกในรอบ 8 ปีทั้งนี้จากการสัมภาษณ์ตัวอย่าง 1,240 ตัวอย่าง ระหว่าง 14-20 พ.ย. แบ่งตามเพศ อายุ ระดับการศึกษา และอาชีพ ฯลฯ ควบถ้วนผมขอภาวนาให้คำพยากรณ์ของท่านอาจารย์ “ถูกต้อง” อีกครั้ง เพราะที่แล้วมาท่านก็ไม่เคยทำนายผิดมาก่อนแต่เพื่อให้ท่านอาจารย์ “ถูก” ยิ่งขึ้นไปอีก...ผมขอเชิญชวนท่าน ผู้อ่านทุกท่านออกไปลอยกระทง เพื่อสืบสานวัฒนธรรมไทย และออกไปใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจไทยกันด้วยนะครับคืนนี้.“ซูม”คลิกอ่านคอลัมน์ “เหะหะพาที” เพิ่มเติม