ช็อกสะเทือนวงการสีกากีไม่น้อยเมื่อครั้งศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สตช. (ศปอส.ตร.หรือ PCT4) นำกำลังคอมมานโดอาวุธครบมือเข้าตรวจค้นบ้านพัก “นายตำรวจระดับสูง” หลังลูกน้องคนสนิทถูกกล่าวหาพัวพันเว็บพนันออนไลน์ กลายเป็นข่าวใหญ่ตกตะลึงคนในสังคมไทยอย่างมากต้นเหตุมาจาก “การจับกุมเครือข่ายเว็บพนันออนไลน์ Betfixroyal.com ในเดือน ก.ค.2566” เมื่อมีการตรวจสอบเส้นทางการเงินพบเชื่อมโยงตำรวจ 8 นาย ทำให้มีการขอศาลอนุมัติหมายจับดังกล่าว จนเป็นประเด็นร้อนอื้อฉาววงการสีกากีนี้ ดร.มานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) บอกว่าการลักลอบเล่นพนันยังคงเกิดขึ้นในสังคมไทยตลอดเพียงแค่รอเวลาขัดผลประโยชน์กันก็มักออกมาเปิดโปงแฉกันเอง กลายเป็นกระแสสังคมกระตุ้นผู้ใหญ่จี้ให้ตำรวจเข้มงวดปราบปรามจับกุมเป็นข่าวระยะสั้นๆ สุดท้ายการลักลอบเล่นพนันก็กลับมาเป็นปัญหาซ้ำซากอีก มีทั้งในกลางเมืองหลวง หัวเมืองใหญ่ และชุมชนชนบทโดยเฉพาะตามแนวตะเข็บชายแดนประเทศเพื่อนบ้านใกล้แนวชายแดนไทย ทั้งยังมีในรูปแบบการพนันออนไลน์กระจายอยู่บนอินเตอร์เน็ตเกลื่อนเต็มไปหมด ซึ่งมีการสื่อโฆษณาชักชวนให้เด็กเข้าเล่นพนันออนไลน์ขยายวงกว้างออกไปอีกมากมาย ทำให้ช่วงหลังนี้ฝ่ายปกครองออกมาจับกุมการเล่นพนันปรากฏให้เห็นอยู่บ่อยครั้งแน่นอนว่า “การลักลอบเล่นพนัน” ส่วนใหญ่มักมีเจ้าหน้าที่รัฐบางคนจะรู้เห็นมีส่วนร่วมไม่มากก็น้อยเข้าไปเกี่ยวข้องกับ “การรับผลประโยชน์โดยมิชอบ” ส่งผลให้การลักลอบเล่นพนันขยายตัวเติบโตสามารถอยู่ได้จนถึงทุกวันนี้ อย่างเช่นกรณีการลักลอบเปิดบ่อนพนันกลางเมืองหลวงที่เจ้าหน้าที่รัฐจะปฏิเสธไม่รู้เห็นคงฟังไม่ได้ เพราะมีข่าวลือกันว่า “การเปิดบ่อนต้องจ่ายส่วยก่อนเสมอ” ที่ไม่ใช่เฉพาะระดับนายดาบ ผู้หมวด ผู้กองเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงระดับชั้นผู้ใหญ่หลายคน และต้องเคลียร์กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่นด้วยซ้ำ มิเช่นนั้นบ่อนย่อมไม่อาจเปิดได้แน่นอน “หากไม่เคลียร์ให้ครบ” เพียงแต่สายพานเส้นนี้ยาวถึงใครนั้นไม่อาจระบุชัดได้สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า “การพนันหรือสิ่งผิดกฎหมาย” สามารถคงอยู่ได้ต้องอยู่ภายใต้การคุ้มครองดูแลของเจ้าหน้าที่รัฐบางคน ทำให้นับตั้งแต่ต้นปี 2566 ปรากฏข่าวตำรวจเกี่ยวข้องกับการพนันออนไลน์เป็นจำนวนมาก และถูกตั้งคณะกรรมการสอบ มีตั้งแต่ พล.ต.ต. พ.ต.อ. พ.ต.ต. ร.ต.อ. ที่มีมูลเป็นเจ้าของบริหารจัดการด้วยซ้ำอย่างกรณีล่าสุดก็มี “หญิงสาวเจ้าของเว็บพนันถูกจับกุม” เมื่อตรวจสอบข้อมูลเส้นทางการเงินกลับพบพยานหลักฐานการโอนเงินเข้าบัญชีตำรวจ 8 นาย ซึ่งเป็นคนสนิทของนายตำรวจระดับสูงอีก“ฉะนั้นตรงนี้เป็นเครื่องยืนยันชัดเจนว่าทำไมไม่สามารถปราบปรามบ่อนการพนัน หรือการพนันออนไลน์ได้...? ก็เพราะมีตำรวจบางนายชักใยเข้าไปเอี่ยวพัวพันกับผลประโยชน์โดยมิชอบเหล่านี้ กลายเป็นอุปสรรคยากต่อการตรวจสอบ หรือปราบปรามจับกุมการลักลอบเล่นการพนันอย่างผิดกฎหมายกันอยู่ทุกวันนี้” ดร.มานะว่าแต่ที่ปรากฏเป็นข่าวบ่อยครั้งสำหรับ “ตำรวจบุกทลายจับบ่อนการพนัน” ส่วนใหญ่ล้วนเป็นการโชว์หวังผลงานให้ผู้บังคับบัญชาเห็นว่า “เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ไม่ได้ปล่อยปละละเลย” ยิ่งร้ายกว่านั้นบางกรณีเป็นการจับกุมลักษณะเล่นงานทำลายบ่อนคู่แข่งของ “ผู้มีอิทธิพลรายใหญ่” ที่จ่ายเงินจ่ายทองประจำด้วยหรือไม่กลายเป็นว่า “คนถูกจับกุมตกเป็นแพะ” ถูกดำเนินคดีแทนผู้มีอิทธิพลรายใหญ่ ดังนั้นเรื่องนี้ถ้าเจ้าหน้าที่รัฐไม่สมรู้ร่วมคิดด้วยการพนันในไทยอาจจะเหลือเพียงแค่บ่อนขนาดเล็ก หรือบ่อนวิ่งเปิดแบบชั่วคราวก็ได้ความจริงแล้ว “ปัญหาส่วยในวงการสีกากีเป็นเรื่องพูดกันมานาน” เพียงแค่เมื่อก่อนไม่ตกเป็นข่าวเหมือนปัจจุบันที่โลกการสื่อสารสามารถเข้าถึงทุกคน ทำให้ช่วงนี้มีกระแสตำรวจเข้าไปพัวพันรับส่วยสินบนมากขึ้นจนส่งผลให้คนไทยบางคนอึดอัดไม่สบายใจ และรู้สึกสิ้นหวังกับการปราบปรามอาชญากรรมในประเทศแล้วด้วยซ้ำถ้าหากมองอีกด้านกรณี “มีการแฉเปิดโปงการทุจริตคอร์รัปชันในวงการตำรวจ” กลับกลายเป็นเรื่องดีเสียอีก เพราะจะกำราบปราบปรามผู้ทำผิด วินัยร้ายแรง โดยเฉพาะการพิจารณาทบทวนปรับโครงสร้างตำรวจ เพราะจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นมานั้นคงถึงเวลาจำเป็นที่องค์กรตำรวจต้องปฏิรูปโครงสร้างครั้งใหญ่สำคัญแล้วปัญหาว่า “ผบ.ตร.คนใหม่” ไม่มีท่าทีต่อการปฏิรูปสังคายนาปรับปรุงกระบวนการทำงานของตำรวจให้โปร่งใส ทำได้จากตัว ผกก. ผบก.ภ.จ. ผบช.ภ. ผช.ผบ.ตร. รอง ผบ.ตร. และ ผบ.ตร. แสดงออกชัดเจนว่า “ไม่ยุ่งกับส่วยสินบน” โดยเฉพาะต้องไม่ยอมให้มีการวิ่งเต้นเล่นเส้นสาย หรือยินยอมให้ตรวจสอบเส้นทางการเงินอย่างเปิดเผย เพราะด้วยต้องยอมรับว่า “การซื้อขายตำแหน่งแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ระดับสูง” สำหรับเงินถูกนำมาใช้จ่ายคงไม่ใช่จากครอบครัวแน่นอน ส่วนใหญ่ก็เป็นเงินจากการสะสมทุจริตของผู้มีอิทธิพล คนทำผิดกฎหมายลงขันให้มา หรืออาจเป็นเงินที่คดโกงคนอื่น เพื่อนำมาใช้ในการซื้อขายตำแหน่งนี้ก็ได้ดังนั้น “ปัญหาการซื้อขายตำแหน่ง” กลายเป็นจุดเริ่มต้นวัฏจักรในการทุจริตคอร์รัปชัน หรือเรียกรับสินบน เหตุนี้เพื่อปกป้องคืนความเป็นธรรมให้ “ตำรวจน้ำดีไม่โกงกินได้มีที่ยืน” สามารถเติบโตก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่จำเป็นต้องกำจัดอภิสิทธิ์ชนและเครือข่ายอุปถัมภ์ในระบบข้าราชการตำรวจเร่งด่วนและมีคำถามว่า “ทำไมปฏิรูปตำรวจไม่ได้...?” ส่วนหนึ่งเพราะเสี่ยงเกิดความขัดแย้งจากกลุ่มผู้มีผลประโยชน์ในปัจจุบัน เพราะหากเสียอำนาจนี้ไปอาจไม่ให้ความร่วมมือกับรัฐบาลในการขับเคลื่อนดำเนินงานให้เป็นไปตามนโยบายทำให้ “ผู้บริหารประเทศ” กังวลควบคุมสถานการณ์ไม่ได้ จึงต้องหลีกเลี่ยงด้วยการไม่ไปแตะต้องดีที่สุดด้วยเหตุต้องเข้าใจว่า “รัฐบาลทุกสมัย” อาศัยตำรวจทำงานดูแลบำรุงทุกข์บำรุงสุข หรือกล่าวอ้างกันว่าใช้เป็นเครื่องมือเล่นงานคู่แข่งทางการเมืองด้วย “ใครได้คุมย่อมมีอำนาจมีอภิสิทธิ์” จนไม่ยอมปล่อยหลุดมือ แม้แต่รัฐบาลที่แล้วยังยอมให้นำร่าง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. ...ที่ตำรวจแก้ไขแปลงสารผิดจากเจตนารมณ์ยื่นเข้ารัฐสภาได้ด้วยทุกครั้งที่มีความพยายาม “ปฏิรูปตำรวจ” ก็ต้องเจอกับการต่อต้านจาก “นายตำรวจใหญ่” รวมทั้งนักการเมืองสายตาสั้นปกป้องเพียงผลประโยชน์พวกตนจนไม่ยอมเปลี่ยนแปลงรื้อโครงสร้าง หรือปฏิรูปองค์กรแห่งนี้ ทั้งที่มีข่าวลือรู้กันดีว่าผลประโยชน์จากคอร์รัปชัน ส่วย หวย บ่อน ซ่อง ยาเสพติด การพนันออนไลน์ ทั้งยังมีเรื่องต่างด้าวเข้าเมืองผิดกฎหมาย ค้ามนุษย์ ส่วยทางหลวง ด่านลอย การซื้อขายสำนวนคดี รีดไถชาวบ้าน ทำให้เกิดการแก่งแย่ง วิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่ง สร้างเครือข่ายวางคนในตำแหน่งที่เงินดี หรือคอยปกป้องกันได้ในภายหลังผลที่ตามมาคือ “ความขัดแย้ง” นำไปสู่การหักหลังในหมู่ตำรวจด้วยกันเองอย่างไรก็ดี “การคอร์รัปชันในวงการตำรวจ” มีการร้องเรียนเกิดขึ้นทุกประเทศทั่วโลกเพียงแต่ “ประเทศไทย” ตามข้อมูลองค์กรโปร่งใสนานาชาติพบว่า “ตำรวจไทย” มีการทุจริตเรียกรับสินบน หรือแสวงหาผลประโยชน์จากประชาชนติดอันดับต้นๆในกลุ่มประเทศเอเชีย กระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศเป็นอย่างมากย้ำว่านับจากนี้ “การปฏิรูปตำรวจ” จะเกิดขึ้นได้จำเป็นต้องอาศัยพลังของตำรวจส่วนใหญ่ที่รักหวงแหนองค์กร และประชาชนที่ไม่ยอมทนออกมาช่วยกันผลักดันให้ “นายกรัฐมนตรี ผบ.ตร. และสภาผู้แทนราษฎร” ขับเคลื่อนลงมือสังคายนาให้จริงจัง ทั้งการแก้กฎหมาย วางนโยบาย แบบแผนปฏิบัติงาน กลไกติดตามตรวจสอบสุดท้ายสำหรับ “ผบ.ตร.คนที่ 14” คงต้องถามว่าท่านต้องการให้สังคมจดจำท่านเป็นผู้ทำให้ตำรวจเปลี่ยนแปลงสู่ความมีเกียรติมีศักดิ์ศรี เป็นที่พึ่งของประชาชนได้จริงใช่หรือไม่ แต่กุญแจท้ายสำคัญจะทำให้เรื่องใหญ่นี้ก้าวหน้า หรือสะดุดคงต้องขึ้นอยู่กับ “นายกรัฐมนตรี” ว่าจะนิ่งเฉย หรือกำหนดนโยบายไปในทิศทางใดฉะนั้นตอนนี้ถึงเวลาที่ “ตำรวจ และประชาชน” ต้องลุกขึ้นมาส่งเสียงไปยัง “นายกรัฐมนตรี ผบ.ตร. และสภาผู้แทนราษฎร” ต้องยอมรับต่อการเปลี่ยนแปลงระบบโครงสร้างใหม่ “อันจะเป็นการสะสางระบบตำรวจผิดเพี้ยน” เพื่อผดุงคุณธรรม เรียกความศรัทธาจากประชาชนกลับคืนมา...คลิกอ่านคอลัมน์ "สกู๊ปหน้า 1" เพิ่มเติม