จากความเดิมตอนก่อน “ดักลาส แมคเกรเกอร์” อดีตที่ปรึกษาอาวุโส รมว.กลาโหมสหรัฐฯ ยังให้มุมมองเรื่องการทำสงครามกับ “อิหร่าน” ด้วยว่า สถานการณ์ในตอนนี้ถือว่าน่ากังวลมาก เพราะรัฐบาลกำลังขาดความรอบคอบในเรื่องสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางเพราะนอกจากเรื่องการปะทะกันด้วยอาวุธแล้ว ยังมีประเด็นเรื่องเกมใต้ดินอีก ไม่ว่าจะเรื่องการโจมตีทางไซเบอร์ หรือที่ทราบข้อมูลมาว่า กองกำลังติดอาวุธปาเลสไตน์ “ฮิซบอลเลาะห์” ในเลบานอน ก็มีการสร้างเครือข่ายไว้ใน “เม็กซิโก” เช่นกัน และตอนนี้นโยบายพรมแดนของสหรัฐฯก็อยู่ในช่วงผ่อนคลาย สุ่มเสี่ยงที่จะเกิดการก่อเหตุ ความวุ่นวายหรือการก่อการร้ายภายในแผ่นดินสหรัฐฯนี่ยังไม่รวมถึงเรื่อง “รัสเซีย” ว่าจะนิ่งเฉยในศึกครั้งนี้หรือไม่ แต่ส่วนตัวแล้วเชื่อว่าหากสหรัฐฯมีการโจมตีอิหร่านอย่างจริงจัง รัสเซียก็คงต้องเข้ามาร่วมวง กลายเป็นว่ากองเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะถูกยิงโจมตีมาจากทะเลดำเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับปัจจัยไม่แน่นอนจากทาง “ตุรกี” ซึ่งถือเป็นประเทศมุสลิมทรงอิทธิพลในภูมิภาคที่สามารถส่งกำลังมุ่งลงใต้มายังอิสราเอลได้อย่างรวดเร็วหากภาพสถานการณ์อันโหดร้ายเหล่านั้นเกิดขึ้นจริงก็เกรงว่าสงครามมันจะไม่ใช่สงครามระหว่างประเทศ และเผลอๆก็จะไม่ใช่สงครามระดับภูมิภาคด้วย อาจจะใหญ่กว่านั้น ซึ่งปัญหาที่ตามมาคือการรบระหว่างมหาอำนาจที่ครอบครอง “อาวุธนิวเคลียร์” อีกทั้งอิสราเอลเองก็มีอาวุธนิวเคลียร์ เกรงว่าทุกอย่างมันจะมั่วไปหมดที่พูดมาอาจจะมองไกลเกินไป แต่ถ้ากลับมาพูดแค่เรื่องความเหมาะสมของกองทัพมันก็ไม่พร้อมอยู่แล้ว อาวุธยุทโธปกรณ์ของสหรัฐฯถูกส่ง ไปให้ยูเครนเป็นจำนวนมหาศาล เราจะหล่อเลี้ยงทั้งยูเครน ทั้งอิสราเอลไหวหรือไม่นี่คือคำถาม ซึ่งรัฐบาลดูเหมือนจะไม่ค่อยใช้ความคิดกันแล้ว และนับวันผ่านไปผมเห็นว่า แอนโทนี บลิงเคน รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ ก็ดูเหมือนผู้บัญชาการสูงสุดไปทุกวัน คนอื่นทำอะไรกันอยู่ส่วนการทำลาย “ฮามาส” นั้นก็ต้องคิดให้ถี่ถ้วนอีกว่าจะทำเช่นไร เพราะตอนนี้มันคือการกำจัดแบบเหมารวมทั้งนักรบ ทั้งประชาชน เชื่อว่าหากส่งทหารเข้าไปจะยิ่งแย่กว่านี้ เพราะทหารเองก็ไม่อยากตาย และย่อมใช้หลักการว่า “หากสงสัย ให้ยิงก่อน ถามทีหลัง”.ตุ๊ ปากเกร็ดคลิกอ่านคอลัมน์ "หน้าต่างโลก" เพิ่มเติม