สันนิษฐานเบื้องต้นนโยบายประชานิยม “ดิจิทัลวอลเล็ต” แจกหัวละ 10,000 บาทนั้น คงมุ่งหวังเพื่อผลทางการเมือง เพื่อชนะเลือกตั้งเหนือกว่าพรรคการเมืองอื่นๆเพราะเม็ดเงิน 10,000 บาทนั้น สร้างแรงจูงใจได้ค่อนข้างสูง ขนาดว่าวันนี้ยังไม่เป็นรูปเป็นร่างก็ร้องถามกันแล้ว“เมื่อไรจะออกมาเสียที”...และทำให้เกิดปัญหาอย่างที่รัฐบาลกำลังประสบอยู่คือเดินหน้าก็ไม่ได้ ถอยหลังกลับก็ไม่ได้ เมื่อประกาศชัดเจนไปแล้วนโยบายหวือหวาแบบนี้อย่าง “จำนำข้าว” สมัยรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์” ก็ทำนองเดียวกัน มีเสียงท้วงติงก็ไม่ฟังที่สุดก็พังไม่เป็นท่า แต่ฟาดกันไปจนปากมัน เป็นเหตุผลที่ทับซ้อนกันอยู่เมื่อไม่ศึกษาให้รอบด้าน ไม่ได้ประเมินสถานการณ์ที่เป็นจริง ด้วยการอ้างว่าเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งที่ผู้รู้ได้ชี้แล้วว่าไม่มีความจำเป็นและไม่คุ้มค่าแต่แน่ล่ะ เมื่อเดินหน้าแล้วถอยไม่ได้ เมื่อข้อมูลเชิงลึกในรายละเอียดแล้วพบว่า ที่ยืนยันว่างบประมาณ 5.6 แสนล้านบาทนั้น เบื้องต้นได้มาจากงบประมาณตามปกติไม่มีการกู้เด็ดขาด!ปรากฏว่าเงินไม่พอ แม้ตัดตรงนั้นตรงนี้แล้วก็ตาม อีกทั้งการจัดทำงบประมาณต้องล่าช้าออกไป เนื่องจากรัฐบาลเพิ่งเข้ามาบริหารประเทศ1 ก.พ.67 ที่จะเป็นวันดีเดย์จึงทำไม่ได้อีกปัญหาที่รัฐบาลต้องรับฟังคือ เสียงชี้และคัดค้านจากแบงก์ชาติ และอดีตผู้ว่าการ ธปท. รวมถึงนักเศรษฐศาสตร์จำนวนมาก ที่ไม่เห็นด้วยได้ชำแหละให้เห็นแง่มุมต่างๆนายกฯและทีมงานจึงต้องฟังและหาทางออก เพราะมันเกี่ยวทั้งแง่กฎหมายและวิธีการ อย่างเรื่องการแจกทุกคนที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไป ไม่ว่าจนหรือรวย เพราะมันหว่านแหมากเกินไป ควรที่จะเจาะเป็นกลุ่มก้อนมากกว่าเพราะคนที่มีฐานะนั้น ไม่มีความจำเป็นและคงไม่เอามาใช้จ่าย เพราะเขามีพร้อมอยู่แล้ว เท่ากับตำนํ้าพริกละลายนํ้ามากกว่าทีมงานจึงไปคิดแยกแยะ เพื่อจะจ่ายให้เฉพาะกลุ่มคนที่จัดอยู่ในจำพวก “ยากจน” ตัดกลุ่มคนที่เรียกว่า “รวย” ออกไปนั้น ทำให้ลดเม็ดเงินลงและเกิดผลในทางเป็นจริงคือใช้จ่ายจริงแม้นายกฯตั้งคำถามด้วยความสงสัยว่า มีเส้นแบ่งอะไรคือ “คนรวย” “คนจน” ซึ่งเป็นคำถามที่ตลกสิ้นดีสำหรับผู้นำประเทศ และอดีตซีอีโอ ที่ประสบความสำเร็จในด้านธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ก็คอนโดที่ทำขายนั้นทำไมต้องมีระดับที่ต่างกันเป็นการแก้เกี้ยวเพื่อคำตอบว่า ที่ว่าต้องแจกทุกคนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจก็ต้องดูว่าคณะกรรมการชุดใหญ่ จะเคาะออกมาอย่างไรในขั้นสุดท้ายเช่นกัน หากต้องลดจำนวนคนที่จะแจกเงิน เมื่อไม่มีทางเลือกอย่างอื่น จะทำให้การกระตุ้นเศรษฐกิจเกิดผลหรือไม่เพราะเป็นการเปลี่ยนแนวคิด คำตอบสุดท้ายจะเป็นไปตามเป้าหมายหรือไม่แน่นอนว่าเมื่อยังไม่ถึงข้อสรุปสุดท้าย จึงยังไม่สามารถชี้ไปในทางหนึ่งทางใดได้ แต่นโยบายในลักษณะนี้มีปัญหาทุกครั้งเนื่องจากขาดการศึกษาอย่างรอบด้าน และประเมินผลสูงเกินความเป็นจริง เพราะมุ่งต่อผลทางการเมืองมากกว่าอย่าเหมารวมว่าคนอื่นพวกอื่นไม่รู้เท่าทัน!"สายล่อฟ้า"คลิกอ่านคอลัมน์ "กล้าได้กล้าเสีย" เพิ่มเติม