จับ 3 ผู้ต้องหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์อ้างเป็นตำรวจภูเก็ตและ ปปง. ตุ๋นยายวัย 82 ข้าราชการบำนาญสูญเงินกว่า 2.5 ล้าน รายแรกตำรวจไซเบอร์บุกตะครุบหนุ่มรับจ้างเปิดบัญชี อ้างไม่รู้ถูกมิจฉาชีพนำไปใช้ก่อเหตุ ส่วนรายที่สองถูกชุดสืบสวนทุ่งมหาเมฆร่วมกับ กก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษตามลากคอได้ แต่ยังเล่นลิ้นปฏิเสธ รายสุดท้ายตำรวจวังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา บุกรวบได้คาบ้าน รับสารภาพมีหน้าที่สแกนใบหน้าเวลาโอนเงินครั้งละมากๆ พนักงานสอบสวนเร่งสอบขยายผลตามรวบผู้ร่วมขบวนการอีกหลายรายตำรวจรวบแก๊งคอลเซ็นเตอร์อ้างเป็นตำรวจและเจ้าหน้าที่ ปปง.หลอกยายวัย 82 ปี สูญเงินกว่า 2.5 ล้านบาท เปิดเผยช่วงสายวันที่ 26 ต.ค. พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท. ร่วมกับ พล.ต.ต.วิวัฒน์ คำชำนาญ รอง ผบช.สอท. พล.ต.ต.อำนาจ ไตรพจน์ รอง ผบช.สอท. พล.ต.ต.ชัชปัณฑกาณฑ์ คล้ายคลึง ผบก.สอท.1 และ พ.ต.อ.วีระวิทธ์ ผลประสิทธิ์ ผกก.3 บก.สอท.1 สอบปากคำนายคมฤกษ ภิรมย์สด อายุ 55 ปี ชาว จ.สุพรรณบุรี ผู้ต้องหาตามหมายศาลอาญากรุงเทพใต้ที่ 996/2566 ลงวันที่ 24 ต.ค.2566 ในความผิดร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่นและโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชนสืบเนื่องจากมีคนร้ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์อ้างเป็นตำรวจ สภ.เมืองภูเก็ต และ ปปง.ใช้อุบายหลอกผู้เสียหายเป็นยายวัย 82 ปี ข้าราชการบำนาญ ว่ามีพัสดุผิดกฎหมายมีชื่อผู้เสียหายเป็นผู้ส่งไปรษณีย์มายัง จ.ภูเก็ต แจ้งว่าผู้เสียหายจะต้องถูกดำเนินคดีฟอกเงินและค้ามนุษย์ หากไม่เกี่ยวข้องให้โอนเงินในบัญชีธนาคารทั้งหมดเพื่อตรวจสอบที่มา ด้วยความตกใจทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินกว่า 20 ครั้ง สูญเงินไปทั้งหมด 2,585,153.31 บาท หลังผู้เสียหายรู้ว่าถูกหลอกเข้าแจ้งความ สน.ทุ่งมหาเมฆ ก่อนเกิดความเครียดเขียนจดหมายสั่งเสียลูกหลาน พยายามฆ่าตัวตายจนเป็นข่าวโด่งดังก่อนหน้านี้ หลังเกิดเหตุตำรวจออกหมายจับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ร่วมกันกระทำความผิด 11 รายต่อมา พ.ต.อ.วีระวิทธ์ ผลประสิทธิ์ ผกก.3 บก.สอท.1 นำกำลังติดตามจับกุมนายคมฤกษ 1 ในผู้ต้องหาร่วมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ได้เมื่อวันที่ 25 ต.ค.ที่ผ่านมาบริเวณริมสระน้ำประปานคร อ.เมืองนครปฐม จากการสอบสวนเบื้องต้นนายคมฤกษ ให้การยอมรับว่าเปิดบัญชีขายให้กับผู้อื่นนำไปใช้ ได้รับค่าเปิดบัญชี 1,200 บาท เนื่องจากต้องการเงินในการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน อ้างว่าไม่ทราบว่าบัญชีดังกล่าวจะถูกเอาไปใช้ในการกระทำความผิด หลังสอบปากคำเจ้าหน้าที่คุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.ทุ่งมหาเมฆ ท้องที่เกิดเหตุดำเนินคดีนอกจากนี้ ในช่วงดึกที่ผ่านมา พ.ต.อ.จักราวุธ คล้ายนิล ผกก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สส.บช.น. ร่วมกับ พ.ต.อ.ธรรมศักดิ์ สารบุญ ผกก.สน.ทุ่งมหาเมฆ นำกำลังเข้าจับกุมนายอนันต์ สืบนาค อายุ 27 ปี ชาว อ.องครักษ์ จ.นครนายก 1 ในผู้ต้องหาบัญชีม้าร่วมหลอกยายวัย 82 ปี ตามหมายจับศาลจังหวัดหัวหิน ที่ จ.24/2566 ลงวันที่ 24 ม.ค.2566 ในความผิดฐานฉ้อโกง หลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความซึ่งควรต้องบอกให้แจ้ง และโดยการหลอกลวงนั้น ได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม หรือทำให้ผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม ทำ ถอน หรือทำลายเอกสารสิทธิ จับกุมได้หน้าร้านสะดวกซัก ถนนสนามจันทร์ ต.สนามจันทร์ อ.เมืองนครปฐมในชั้นจับกุมนายอนันต์ให้การปฏิเสธอ้างว่า ช่วงกลางเดือน ก.ย.2566 ตนกับแฟนไปปรึกษากับผู้ใหญ่ที่เคยรู้จักให้ช่วยปรับแต่งรายการเดินบัญชีธนาคาร พร้อมให้สมุดบัญชีไปและเปิดซิมโทรศัพท์มือถือลงทะเบียนในนามชื่อตนนำไปใช้ในคราวเดียวกัน ต่อมาวันที่ 24 ต.ค.ที่ผ่านมาตนกับแฟนไปเบิกถอนเงินที่ธนาคารนำไปซื้อโทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่ 5,000 บาท เจ้าหน้าที่ธนาคารแจ้งว่าถอนเงินไม่ได้ เพราะบัญชีธนาคารถูกอายัด กระทั่งถูกตำรวจตามมาจับกุมดังกล่าวขณะเดียวกัน พ.ต.ท.สุรสิทธิ์ สิทธิวิไล รอง ผกก.สส.สภ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา นำกำลังเข้าจับกุมตัวนายวันชัย ปรางค์นอก อายุ 45 ปี อยู่บ้านเลขที่ 80/226 หมู่ 16 ต.วังน้ำเขียว อ.วังน้ำเขียว ผู้ต้องหาในคดีเดียวกันตามหมายจับศาลอาญากรุงเทพใต้ ข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่นโดยทุจริตโดยนำข้อมูลสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นข้อมูลที่บิดเบือนหรือปลอม อันจะเกิดผลเสียหายแก่ประชาชน หลังพบว่านายวันชัยร่วมแก๊งคอลเซ็นเตอร์และรับเปิดบัญชีม้าหลอกผู้เสียหายคดีดังกล่าว เบื้องต้นนายวันชัยให้การอ้างว่ามีหน้าที่คอยสแกนใบหน้าเวลามีเงินโอนเข้าบัญชีครั้งละมากๆ ไม่ทราบว่าเป็นเงินของคุณยาย หลังสอบปากคำตำรวจคุมตัวส่ง สน.ทุ่งมหาเมฆ สอบขยายผลจับผู้ต้องหาร่วมขบวนการที่เหลืออีกหลายรายอ่าน “คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ” ทั้งหมดที่นี่