“ศรีลังกา” หรือ “ไข่มุกแห่งมหาสมุทรอินเดีย” อาจไม่ใช่จุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวยอดนิยมของคนไทยมากนัก แต่การประกาศโครงการนำร่อง “ฟรีวีซ่า” ให้แก่นักท่องเที่ยวจาก อินเดีย จีน รัสเซีย มาเลเซีย ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย และไทย ไปจนถึง 31 มี.ค.2567 ของรัฐบาลศรีลังกาเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา อาจทำให้นักเที่ยวสายธรรมชาติและผู้ที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวแบบยั่งยืนหันมาพิจารณาให้ความสนใจมากขึ้นที่ผ่านมาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจของศรีลังกา คิดเป็น 12% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ในปี 2561 สามารถสร้างรายได้มหาศาลมากถึง 4,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 156,000 ล้านบาท ด้วยจุดเด่นดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลกด้วยสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติอันงดงามทั้งป่าเขาและชายหาดที่ยังคงบริสุทธิ์แบบธรรมชาติแท้ๆยังมีมรดกทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์อันยาวนานให้นักท่องเที่ยวได้ย้อนอดีตและสัมผัสเมืองโบราณ วัดวาอาราม สถาปัตยกรรมอันวิจิตร รวมทั้งทุ่งชาอันเลื่องชื่อโครงการนำร่องดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวและช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจ มีเป้าหมายดึงดูดนักท่องเที่ยวให้ได้ 2 ล้านคน จากเดิม 1.5 ล้านคน ในปีนี้ และให้ถึง 5 ล้านคน ภายในปี 2569ทว่าไม่กี่ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวศรีลังกาอยู่ในสภาพร่อแร่ นับแต่การโจมตีของผู้ก่อการร้ายในวันอาทิตย์อีสเตอร์เมื่อ 21 เม.ย.2562 คร่าชีวิตผู้คนเกือบ 300 ศพ และได้รับบาดเจ็บมากกว่า 500 ราย ตามมาด้วยการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในปี 2563 และวิกฤติเศรษฐกิจครั้งรุนแรงที่สุดในปีที่แล้ว เกิดการประท้วงครั้งใหญ่ ขาดแคลนสิ่งของจำเป็นรวมทั้งเชื้อเพลิง อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2566 มีแนวโน้มสดใส มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาเยือนศรีลังกาเกิน 1 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 275.6% เป็นชาวอินเดียมากสุด 200,310 คน รองลงมาคือรัสเซีย 132,300 คน สร้างรายได้ 1,300 ล้านดอลลาร์ (ราว 47,000 ล้านบาท)เป็นอีกจุดหมายท่องเที่ยวที่น่าลอง.อมรดา พงศ์อุทัยคลิกอ่านคอลัมน์ "หน้าต่างโลก" เพิ่มเติม