การรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง เปิดฉากขึ้นมาอีกครั้ง เป็นการต่อสู้กันระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคก้าวไกล ที่เคยเป็นพันธมิตรสัญญาจัดตั้งรัฐบาล “ฝ่ายประชาธิปไตย” แต่ล้มเหลว พรรคเพื่อไทยกลายเป็นแกนนำรัฐบาล ขณะที่พรรคก้าวไกลเป็นผู้นำฝ่ายค้าน ต้องสู้กันในการเลือกตั้งคราวหน้าพรรคเพื่อไทยประกาศใช้นโยบายมหาประชานิยม แจกเงินประชาชน 56 ล้านคน คนละหมื่นบาท รวมเป็น 5.6 แสนล้านบาท ฝ่ายพรรคก้าวไกลใช้อุดมการณ์การเมืองและสังคมเป็นอาวุธเสนอญัตติให้สภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบ และให้รัฐบาลจัดทำประชามติ เห็นชอบกับการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่ก่อนหน้านี้ พรรคก้าวไกลได้เสนอร่างกฎหมายสำคัญๆเข้าสู่รัฐสภา เช่น ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมทางการเมือง ร่างกฎหมาย “ชุดเปลี่ยนประเทศ” จำนวน 4 ชุด 10 ฉบับ เช่น ชุดปฏิรูปที่ดิน ชุดคุ้มครองสิทธิแรงงาน เป็นต้น แต่พรรคก้าวไกลไม่เชื่อว่าร่างกฎหมายตนจะผ่านรัฐสภาแต่จะเป็นการเสนอแนวความคิด ในการปกครองประเทศ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ และความเหลื่อมล้ำในสังคม เพื่อให้ประชาชนตัดสินในการเลือกตั้งคราวหน้า เพราะแม้พรรค ก.ก.จะชนะเลือกตั้ง ได้ สส.มากที่สุด แต่ไม่ใช่เสียงข้างมากในสภา เป็นเสียงข้างน้อย ต้องแพ้มติทุกครั้งตามประเพณีรัฐสภาส่วนพรรค พ.ท.ที่เคยสัญญา จะเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยในการประชุม ครม.นัดแรก แม้จะไม่ถึงกับเฉยเมย แต่กระบวนการค่อนข้างเชื่องช้า เริ่มต้นด้วยการตั้งคณะกรรมการศึกษาแนวทางการทำประชามติและการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ชัดเจนว่าจะศึกษาเรื่องอะไร ประธานคณะ กก.ยืนยันแก้ทำให้เสร็จใน 4 ปีจุดยืนของพรรค พ.ท.จะไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ไม่แก้ไขหมวด 1 กับหมวด 2 จึงไม่ต้องทำประชามติ แต่ถ้าแก้ไขมาตรา 256 ว่าด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะต้องทำประชามติ ถามความเห็นประชาชน เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ส่วนญัตติของพรรค ก.ก. คาดว่ารัฐสภาจะพิจารณาในวันพุธนี้การเลือกตั้งคราวหน้าของไทย อาจก้าวหน้าไปอีกก้าวหนึ่ง อาจเป็นการต่อสู้ระหว่างนโยบายประชานิยม ลดแลกแจกแถม แข่งกันแจกเงินก้อนโตที่สุด แม้จะไม่มีเงิน แต่มีศักยภาพที่จะกู้มาแจกได้ เป็นการต่อสู้ระหว่างการแจกเงินกับการแจกแนวทางสร้างประชาธิปไตย และสังคมที่เป็นธรรม.คลิกอ่านคอลัมน์ "บทบรรณาธิการ" เพิ่มเติม