ถ้าจะถามผมว่าผม “เรียนรู้” อะไรมากที่สุด จากการไปเที่ยวญี่ปุ่นหนนี้...คำตอบข้อแรกเลยก็คือ ผมเชื่อแล้วว่า “พลัง” ของ Soft Power นั้น สามารถช่วยประเทศชาติในยามวิกฤติได้อย่างชนิดต้องใช้คำว่า “พันเปอร์เซ็นต์”ด้วยเหตุผลดังที่ผมเขียนไว้ในฉบับวันเสาร์ที่ผ่านมาว่า ญี่ปุ่นเป็นประเทศพัฒนาแล้ว ที่ฟื้นตัวได้เร็วที่สุด หลังวิกฤติโควิด-19GDP ของญี่ปุ่นขยับมาโดยตลอด ตั้งแต่ไตรมาสแรก ไตรมาส 2 ยังเหลือไตรมาส 3 ที่ยังไม่มีตัวเลข แต่ก็มั่นใจได้ว่า ยังกระฉูดต่อแน่นอนด้วย “การท่องเที่ยว” บวกด้วย “การส่งออก” ซึ่งของญี่ปุ่นพุ่งกระฉูดขึ้นทั้ง 2 อย่าง ด้านท่องเที่ยวนั้น ผมบรรยายไว้แล้วว่า เมื่อเดือน มิถุนายน จำนวนนักท่องเที่ยวทั้งหมดขึ้นมาร้อยละ 80 ของเดือนเดียวกันในปีก่อนโควิดแล้วในขณะที่ค่าใช้จ่ายจากนักท่องเที่ยวกลับเกิน 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะนักท่องเที่ยวที่มาญี่ปุ่นใช้จ่ายต่อหัวเฉลี่ยเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมซึ่งก็อย่างที่ทราบกันดีแล้วว่า ความสำเร็จของการท่องเที่ยว ส่วนใหญ่ก็มาจาก Soft Power ของแต่ละประเทศนั่นเองถ้าเทียบกับนโยบาย 5 F ที่เรานำมาใช้อันได้แก่ Food, Fight, Festival, Film และ Fashion เป็นจุดขายในการท่องเที่ยวและส่งผลให้นักท่องเที่ยวแห่เข้ามาบ้านเราอย่างล้นหลามเช่นกันนั้นจะเห็นได้ว่า ญี่ปุ่นเขาก็มี F ที่โดดเด่นมากๆเรื่อง Food หรืออาหารเขาก็ดังระดับโลก เพราะอาหารญี่ปุ่นมีขายทุกประเทศ, เรื่อง Fight เขาก็มี การต่อสู้หลายอย่าง เช่น ยูโด, ยูยิตสู เป็นต้น แต่เทียบแล้วไม่เป็นที่นิยมเท่า “มวยไทย” ที่มีนักท่องเที่ยวเจาะจงมาดู และส่วนหนึ่งมาร่ำเรียนมวยไทยปีละหลายๆหมื่นคนเรื่อง Festival เขาก็มีเยอะ นอกจากงานเทศกาลสนุกสนานแล้วก็ยังมีศิลปวัฒนธรรมเก่าๆ วัดวาอารามเก่าๆ สวยๆงามๆทั้งสิ้นเรื่อง Film ของเขาประสบความสำเร็จมานานแล้ว สำหรับหนังหลอกเด็กชุด “ก็อตซิลลา” ของเขาก็ชนะใจเด็กทั่วโลก แล้วยังมีตัวการ์ตูนอื่นๆอีก เช่น โดเรม่อน, โปเกม่อน ฯลฯ รวมทั้ง “เกม” ต่างๆที่ฝรั่งติดงอมแงม ถือว่าอยู่ในหมวด Film ก็คงได้เหมือนกันFashion ของเขาก็ระดับโลก ขนาดคนเชยๆอย่างผมยังรู้จัก อิสซีย์ มิยาเกะ ผู้ออกแบบกระเป๋าถือสุภาพสตรีลายสี่เหลี่ยมแบบตารางหมากรุก และแฟชั่นอื่นๆอีกหลายอย่าง...นอกจาก “5 F” นี้แล้ว ญี่ปุ่นยังมี F ตัวที่ 6 ที่เราก็มีเช่นกัน แต่เทียบกับเขาผมคิดว่าเราเป็นรองอยู่พอสมควรซึ่งก็คือ F ที่ย่อมาจาก Friendly ที่แปลตรงๆตัวว่า “เป็นมิตร” “เป็นเพื่อน” “เป็นกันเอง” ไปจนถึง “กรุณา” “ให้ความช่วยเหลือ” “ให้ความสนับสนุน” ที่บางพจนานุกรมแปลไว้นั่นแหละครับระหว่างที่ผมกับแม่บ้านไปยืนงกเงิ่นหน้าตู้กดซื้อตั๋วรถใต้ดินก็จะมีคนมาช่วยเหลืออำนวยความสะดวกวันหนึ่งเราจะต้องเดินขึ้นบันไดของสถานีรถใต้ดินออกไปข้างนอกเพราะไม่มีลิฟต์ ก็มีคนมาขันอาสาจะมาช่วยเรา 2 คนยก “รถเข็น” แบบพับได้ของผมขึ้นข้างบนเจ้า F ที่มาจากคำว่า Friendly นี่แหละที่ผมมองว่าเขาเหนือกว่าเราในนาทีนี้แม้คนไทยส่วนใหญ่จะยังคงมีอัธยาศัยไมตรีที่ดีต่อนักท่องเที่ยว แต่เราก็ยังมีข่าวแท็กซี่เอาเปรียบ ยังมีข่าวฉกชิงวิ่งราวนักท่องเที่ยว หลอกนักท่องเที่ยว หรือนานๆครั้งก็มีข่าวฆ่าข่มขืนนักท่องเที่ยวซึ่งที่ญี่ปุ่นจะไม่มีเลยข่าวคราวในลักษณะนี้ผมก็ขอนำตัว F ตัวที่ 6 ที่ผมพบจากญี่ปุ่นมาฝากพี่น้องชาวไทยกลุ่มหนึ่ง ซึ่งแม้จะมีเพียงส่วนน้อย แต่เมื่อเกิดเหตุขึ้นแต่ละครั้งจะมีผลกระทบอย่างสูง จึงต้องขออนุญาตนำมาฝาก พร้อมกับคำ “ติง” และ “เตือน” ดังกล่าวF ที่ย่อมาจาก Friendly นั่นแหละครับ ขอให้มีเยอะๆ นักท่องเที่ยวจะรักและชอบเมืองไทยตลอดจนคนไทยมากขึ้นอีกหลายเท่าตัวอย่างแน่นอนธุรกิจท่องเที่ยวก็จะอยู่คู่เมืองไทยเป็นแหล่งสร้างรายได้ให้แก่คนไทยและประเทศไทยไปอีกนานแสนนานเหมือนน้ำซึมบ่อทรายดื่มกินได้ไม่มีวันหมด...ขอฝากเป็นข้อคิดไว้ด้วยนะครับ.“ซูม”คลิกอ่านคอลัมน์ "เหะหะพาที" เพิ่มเติม