มีข้อโต้เถียงทางประวัติศาสตร์ว่า เหตุความขัดแย้ง “ปาเลสไตน์-อิสราเอล” ในเรื่องดินแดน มีปมเรื่องใครอยู่มาก่อน หากย้อนกลับไปหลายพันปีก็มีหลักฐานปรากฏว่าชาวยิวมีรากฐานย้อนไปในยุคอียิปต์โบราณ รวมทั้งกรณีที่ถูกจักรวรรดิโรมันเข้าไปยึดครองและจัดสรรเป็นเขตซีเรีย-ปาเลสไตน์หลังจากฟังคำถามดังกล่าว เอกอัครราชทูตอิหร่านประจำประเทศไทย “ซัยยิด เรซา โนบัคห์ตี” ได้อมยิ้มและให้แง่คิดแก่ทีมข่าวต่างประเทศ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ระหว่างการนั่งสนทนาเป็นการส่วนตัวว่า หากจะวัดรากเหง้า ย้อนอดีตกันไปขนาดนั้น ก็ต้องขอเรียนว่า อาณาจักร “เปอร์เซีย” ของเรา (อิหร่านในปัจจุบัน) ปกครองดินแดนในภูมิภาคตะวันออกกลางเกือบทั้งหมด จะให้ไปยึดกลับมาก็คงไม่ใช่ในมุมมองของอิหร่านนั้น การจะเข้าใจโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นครั้งนี้ อยากให้ดูประวัติศาสตร์ยุค “สงครามโลก” ที่อาณาเขตประเทศส่วนใหญ่มีความชัดเจนสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน โดยหลังจากจักรวรรดิ “ออตโตมัน” ล่มสลาย ดินแดนในภูมิภาคตะวันออกกลางฝั่งติดทะเลเมดิเตอร์เรเนียนก็ได้กลายเป็นเลบานอน ซีเรีย ปาเลสไตน์ และอื่นๆ โดยมีชาติตะวันตกอย่างสหราชอาณาจักรเข้ามาให้ความคุ้มครองตอนนั้นชาวยิวในภูมิภาคมีจำนวนไม่มาก แต่ก็ถูกนำเข้ามาเรื่อยๆตามนโยบายของชาติในยุโรป ก่อนจะมาเด่นชัดในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่รัฐปาเลสไตน์เริ่มถูกหั่นเป็นส่วนๆจากการสถาปนารัฐอิสราเอล ซึ่งแน่นอนว่าจุดประสงค์ที่แท้จริงของชาติตะวันตกนั้น ใช่ว่าจะเกิดจากความเห็นใจ แต่มาจากเรื่องของผลประโยชน์ล้วนๆ นั่นคือความต้องการมีฐานอำนาจในตะวันออกกลาง ต้องการขายอาวุธ และได้น้ำมันดิบราคาถูกสอดประสานกับกลุ่มการเมืองแนวคิดชาตินิยมอิสราเอล หรือที่เรียกกันว่าพวก “ไซออนิสต์” ที่ดำเนินนโยบายแย่งชิงดินแดนจากชาวปาเลสไตน์ ใช้อาวุธจากตะวันตก รุกไล่แย่งที่ดินจากชาวบ้าน จนเกิดการต่อสู้ฆ่าฟันกันเรื่อยมาจวบจนถึงปัจจุบัน จากในอดีตที่ดินแดนเคยเป็น 50-50 ก็เหลือเพียงเขตเวสต์แบงก์กับฉนวนกาซา ที่พูดเช่นนี้ไม่ใช่ว่าต่อต้านชาติตะวันตก ผมเคยอาศัยอยู่ในยุโรปมาเป็นเวลานาน เรียนหนังสือที่นั่น ชอบธรรมหรือไม่ที่การถูกกดขี่เป็นเวลานานได้นำมาสู่ปฏิบัติการโจมตีอันโหดเหี้ยมครั้งนี้? ทูตโนบัคห์ตีถามกลับว่า แล้วคุณมองว่าอย่างไร ลองนึกภาพว่าตัวเองเป็นชาวปาเลสไตน์ถูกไล่ที่ ไม่มีที่ไป ถูกบีบให้ไปอยู่เป็นกระจุกๆ สมาชิกครอบครัวถูกจับเข้าคุก ขณะที่กลุ่มการเมืองรัฐบาลปาเลสไตน์ก็พึ่งพาไม่ได้ คณะทำงานในเขตเวสต์แบงก์ก็เป็นเพียงคนที่สืบทอดอำนาจมาจาก “ยัสเซอร์ อาราฟัต” อดีตผู้นำปาเลสไตน์ ตรงกันข้ามกับ “อิสมาอิล ฮานิเยห์” นายกรัฐมนตรีปาเลสไตน์และผู้นำการเมืองของกลุ่ม “ฮามาส” ที่มาจากการเลือกตั้งเมื่อปี 2549แล้วที่พูดกันว่ากลุ่มฮามาสคือกลุ่มก่อการร้าย ไม่ใช่ฝ่ายความมั่นคงหรือฝ่ายการเมือง? อิหร่านมองว่าฮามาสก็คือปาเลสไตน์ เป็นส่วนหนึ่งของปาเลสไตน์ที่ถูกแบ่งแยกและปกครองให้เป็นเวสต์แบงก์และฉนวนกาซา ขอเรียนเช่นนี้ว่า อิหร่านไม่สนับสนุน “กลุ่มก่อการร้าย” อย่างตอนที่กองกำลังรัฐอิสลาม (IS) ถือกำเนิดขึ้นมา อิหร่านก็เห็นแล้วว่าพวกนี้อันตรายเพราะคิดจะครองโลก จึงตัดสินใจใช้กำลังทางทหารเข้าปราบปรามฐานที่มั่นในอิรักจนราบคาบน่าสนใจเช่นกันว่า การต่อสู้เพื่อทวงดินแดนของตนเองกลับมา ทำไมถึงไม่เรียกกันว่ากองทัพปลดปล่อย ดูอย่าง “ยูเครน” ดีหรือไม่ที่ได้รับการสนับสนุนอย่างล้นหลามจากทั่วโลก รัฐบาลชาติตะวันตกให้การสนับสนุนอย่างเต็มรูปแบบ ด้านนู้นทำได้ ด้านนี้ทำไม่ได้มันก็แปลกดีสิ่งเหล่านี้คือเหตุผลว่าทำไมรัฐบาลอิหร่านถึงมีจุดยืนสนับสนุนปาเลสไตน์ ทำไมเราถึงต้องรู้จักกับกองกำลังติดอาวุธปาเลสไตน์กลุ่มฮามาสในฉนวนกาซา หรือกองกำลังติดอาวุธปาเลสไตน์กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน และเอาเข้าจริงแล้วประชาชนในภูมิภาคต่างๆทั่วโลก รวมถึงอาหรับก็ต่างเห็นอกเห็นใจชาวปาเลสไตน์ อันนี้ผมหมายถึง “ผู้คน” ไม่ใช่รัฐบาล เพราะรัฐบาลแต่ละประเทศต่างก็มีเกมการเมืองของตัวเอง มีบทบาทที่ต้องแสดงออกมานอกจากนี้ หลังเกิดเหตุโศกนาฏกรรมเมื่อวันที่ 7 ต.ค. เราก็ได้มีการถามไถ่ไปยังกลุ่มฮามาสถึงเรื่องตัวประกันชาวไทยด้วยเช่นกัน ซึ่งก็ได้รับคำตอบกลับมาว่า ฮามาสพร้อมจะให้ความคุ้มครอง และยอมรับทางหลักการในเรื่องการปล่อยตัวประกันภายใต้เงื่อนไขว่า ขอให้ทางฝ่ายอิสราเอลยุติการทิ้งระเบิด เนื่องจากความเคลื่อนไหวใดๆ การจัดขบวนรถยนต์ส่งตัวไปยังพรมแดนอาจถูกมองเป็นเป้าหมายทางการทหาร เสี่ยงต่อการถูกโจมตีสำหรับหนทางแก้ปัญหานั้น ทูตโนบัคห์ตีมองว่า ในระยะสั้นควรเริ่มจากการหยุดยิง ตามด้วยการเปิดเจรจาเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ ส่วนทางออกในระยะยาวมีความไม่แน่นอนสูง แต่รัฐบาลอิหร่านไม่เห็นด้วยกับหลักการยอมรับความเป็นชาติทั้งสองฝ่าย (Two State Solution) และเอาเข้าจริงทางรัฐบาลอิสราเอลที่ต้องการทิ้งระเบิดโจมตีให้ราบคาบมีพฤติกรรมที่ต้องการกำจัดอีกฝ่าย ก็สามารถตีความได้หรือไม่ว่ายอมรับแค่ตัวเองชาติเดียว มีไอเดียที่น่าสนใจว่า เป็นไปได้ไหมที่จะรวมทุกอย่างให้เป็นหนึ่งเดียว ทั้งชาวยิวและปาเลสไตน์ในภูมิภาค จัดการเลือกตั้งเพื่อกำหนดทิศทางอนาคตของตัวเอง จะว่าเหมือนแอฟริกาใต้ในปัจจุบัน (จากแต่ก่อนเป็นรัฐแบ่งแยกสีผิว) ก็คงไม่ผิดเท่าไรนักแต่การจะก้าวข้ามไปถึงจุดนั้นได้ย่อมหมายถึงการลบทัศนคติที่ว่า “ตัวเองอยู่เหนือกว่าผู้อื่น” ควรฉุกคิดดีหรือไม่ว่า สิ่งที่ตัวเองทำมันต่างเช่นไรกับ “โฮโลคอสต์” ในอดีต สถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ถือเป็นเรื่องที่น่าวิตกกังวล เกรงว่าจะทำให้ไฟความขัดแย้งลุกลามบานปลาย ถามว่าใช่เรื่องที่สหรัฐฯเคลื่อนกองเรือเข้ามาในภูมิภาคหรือไม่ ทูตอิหร่านมองว่า กรณีดังกล่าวไม่ค่อยน่าเป็นห่วง มองว่าเป็นเพียงการเบ่งกล้ามโชว์พลัง และสหรัฐฯก็ทราบดีว่าหากเคลื่อนไหวสุ่มสี่สุ่มห้า ตัวเองนั่นแหละจะมีปัญหา อิหร่านไม่ต้องการ “สงคราม” เราเคยมีประสบการณ์อันขมขื่นมาแล้วจากการทำสงคราม 8 ปีกับรัฐบาลอิรักของซัดดัม ฮุสเซนส่วนตัวแล้ว สิ่งที่ผมคิดว่าเราทุกคนไม่ควรลืมคือ “จิตวิญญาณของความเป็นคน” นี่ไม่ได้พูดในฐานะนักการทูต ผมเชื่อว่าถ้าผมทำงานอื่นผมก็จะพูดได้เต็มปากว่า ผมเห็นใจและอยากให้การสนับสนุนชาวปาเลสไตน์ แต่การมองว่ามนุษย์ด้วยกัน “ไม่ใช่คน” ย่อมเป็นอะไรที่อันตรายอย่างยิ่ง.วีรพจน์ อินทรพันธ์คลิกอ่านคอลัมน์ “7 วันรอบโลก” เพิ่มเติม