“หนุนฮามาส–เชียร์ปาเลสไตน์” เป็นเสียงเรียกร้องจากผู้ชุมนุมในประเทศต่างๆเกือบทั่วโลก หลังเกิดเหตุการณ์ที่ตะวันออกกลางเป็นเสียงที่ผู้นำประเทศระดับอภิมหาอำนาจต้องฟังเพราะเป็นปฏิกิริยาที่สะท้อนให้โลกรู้ว่า พวกเขาเริ่มที่จะเป็นหนึ่งเดียวกัน เพื่อต่อต้านสิ่งที่พวกเขาถูกกระทำมาอย่างยาวนาน“อิสราเอล” นั้นแม้จะมีศักยภาพแต่ก็รู้กันดีว่า สหรัฐฯ และชาติตะวันตกหนุนหลังทำให้ฮึกเหิมทำตัวเป็นจ่าฝูงในย่านนั้นการที่ “ฮามาส” ปฏิบัติการจู่โจมครั้งนี้ทำให้โลกสั่นไหว เพราะไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนจะมีก็เพียงแค่การลอบโจมตีที่เรียกกันว่า “ก่อการร้าย” เท่านั้น คือไม่สามารถสร้างแรงสั่นสะเทือนและถูกมองว่าเป็นการยั่วยุให้หงุดหงิดจากนั้นก็จะถูกโต้กลับด้วยวิธีการรุนแรงตอบแทนนี่ทำให้พวกเขาเกิดความรู้สึกเจ็บปวด แต่เนื่องจากศักยภาพไม่ถึงขั้นก็ต้องหลบไปอีก ทั้งความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันก็ต้องเงียบไปโดยปริยายแต่ครั้งนี้คือมิติใหม่ที่สร้างความแค้นเคืองแก่อิสราเอลและบรรดา “ลูกพี่” ไม่น้อยโดยเฉพาะสหรัฐฯ แสดงตัวอย่างชัดเจนส่งเรือรบไปทันที พร้อมประกาศหนุนหลังเต็มที่ด้วยสถานการณ์โลกเปลี่ยนไป ประเทศในย่านตะวันออกกลางส่วนใหญ่เริ่มตาสว่าง หลังจากถูกสหรัฐฯปั่นหัวมานานที่เคยสู้รบกันเองก็หันหน้าเข้าหากันเปลี่ยนท่าทีปรับแนวคิดใหม่มีจุดยืนที่อยู่ตรงข้ามสหรัฐฯอย่างชัดเจน“ซาอุฯ–อิหร่าน” เปิดสัมพันธไมตรีกันใหม่ทำให้ประเทศต่างๆในย่านนั้นเริ่มขยับตัวออกห่างพันธมิตรเก่าอย่างสหรัฐฯ และชาติตะวันตกอื่นๆและเปิดตัวยืนอยู่ข้าง “รัสเซีย-จีน” มากขึ้นพูดง่ายๆว่าจับขั้วการเมืองโลกอย่างเป็นรูปธรรมสิ่งที่เห็นจากเหตุการณ์ครั้งนี้ นอกจากสหรัฐฯ ที่เข้าถึงก่อนประเทศอื่นๆ รัสเซีย-จีน ก็เข้าไปร่วมวงด้วย โดยเฉพาะจีนนั้นถือเป็นท่าทีใหม่ เพราะก่อนหน้านี้มักจะอยู่รอบนอกมากกว่าแต่ครั้งนี้เข้าไปมีส่วนอย่างเต็มตัวอันหมายถึงว่าแต่ละฝ่ายต่างๆก็ต้องการเข้าไปมีบทบาทและชี้นำทิศทางการต่อสู้จีนนั้นประสบความสำเร็จในนโยบาย “1 แถบ-1 เส้นทาง” ทำให้ประเทศในเส้นทางนี้หันมานิยมชมชอบและแสดงความเป็นพวกชัดเจนเนื่องจากทำให้ประเทศมีความเจริญและพัฒนาไปทุกด้านเป็นเรื่องสหรัฐฯ-ตะวันตกที่เคยเข้าไปกอบโกยอย่างเดียวไม่ค่อยพอใจนัก“ตะวันออกกลาง” เป็นอีกซีกหนึ่งที่กำลังถูกชักนำให้มาอยู่ในเส้นทางนี้ เช่นเดียวกันทำให้จีน-รัสเซียได้แนวร่วมที่มีทั้งคนและทรัพยากรมหาศาล“สหรัฐฯ” นั้นต้องรีบเข้าพื้นที่และควบคุมสถานการณ์อย่างฉับไว เพราะกลัวความอหังการของอิสราเอลจะทำให้เกิดปัญหาขัดแย้งบานปลายจึงต้องเล่นลีลาทั้งตีทั้งดึงด้านหนึ่งหนุนอีกด้านหนึ่งปรามแต่การที่ รพ.ในฉนวนกาซาถูกยิงถล่ม ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 500 คนถือเป็นความผิดพลาดมหันต์ในด้านมนุษยธรรม“โจ ไบเดน” ที่เดินทางไปถึงอิสราเอลต้องรีบเดินทางกลับและยกเลิกการประชุม 4 ฝ่าย เพราะเกิดความเสียหายทางการเมืองเพราะแม้ยังไม่รู้ว่าเป็นฝีมือใคร แต่ทั้งโลกก็ชี้ไปที่ “อิสราเอล” คือต้นเหตุ!“สายล่อฟ้า”คลิกอ่านคอลัมน์ “กล้าได้กล้าเสีย” เพิ่มเติม