“การเดินป่า”...แตกต่างจาก การ “เดินเล่น” ในละแวกบ้าน เพราะภูมิประเทศและเส้นทางไม่เรียบหรือเป็นหินบ้าง มีระดับความสูงที่เปลี่ยนแปลงบ้างการ “ขึ้น” หรือ “ลง” เนิน ทำให้จำเป็นต้องใช้กล้ามเนื้อมากขึ้น เพื่อให้ตัวเองเดินมั่นคงบนภูมิประเทศที่ไม่ราบเรียบการเดินเร็วประมาณ 5 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จะใช้พลังงานมากกว่าการนั่งและพักผ่อนถึง 4 เท่า การเดินป่าผ่านทุ่งและเนินเขาใช้มากกว่า 5 เท่า เรียกว่า...เหมือนออกกำลังกายหนักปานกลางถึงหนักได้ 150 นาที โดยไม่จำเป็นต้องไปวิ่งหรือไปสถานที่ออกกำลังกายเลยปัจจุบันคนไม่น้อยนิยมท่องเที่ยวตามธรรมชาติมากขึ้น โดยเฉพาะการเดินทางท่องเที่ยวตามป่าเขาหรือเดินทางไปไหว้สักการะเสริมสิริมงคลตามสถานที่ศักดิ์สิทธิ์บนภูเขาต่างๆเป็นจำนวนมากซึ่งอาจทำให้เกิด “อุบัติเหตุ” ไม่คาดฝัน พลัดตกเขาได้ น่าสนใจว่าสถิติที่พบจากการรายงานข่าวช่วงปี 2560-2564 มีเหตุเกิด 43 ครั้ง ผู้บาดเจ็บ 20 คน เสียชีวิต 23 คน ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวเดินป่า ร้อยละ 83...สำหรับสถานที่ที่เกิดเหตุมากที่สุด คือ หน้าผาสูง ร้อยละ 61...หน้าผาน้ำตก ร้อยละ 24 และจุดชมวิว ร้อยละ 7สาเหตุเกิดจากการลื่นไถล ก้าวพลาด สะดุดก้อนหินดังนั้นก่อนเดินทางควรเตรียมสภาพร่างกายให้แข็งแรง แต่งกายเหมาะสม พกอุปกรณ์ที่จำเป็นในการขึ้นเขา จองที่พักล่วงหน้า เตรียมน้ำ อาหารที่ไม่สร้างขยะและยาประจำตัวให้พร้อมที่สำคัญ...ต้องสังเกตป้ายเตือน ปฏิบัติตามกฎระเบียบของสถานที่ท่องเที่ยวอย่างเคร่งครัด ไม่เข้าพื้นที่จุดเสี่ยงอันตราย ไม่ออกนอกเส้นทาง หลีกเลี่ยงถ่ายรูปบริเวณริมหน้าผา ควรมีเจ้าหน้าที่หรือไกด์นำทางไปด้วย ป้องกันการหลงทาง ไม่กลับลงมาค่ำมืดสำหรับผู้ที่ชื่นชอบ “กางเต็นท์”...มีข้อมูลน่าสนใจจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ออกมาเตือนนักท่องเที่ยวที่ชอบกางเต็นท์นอนในพื้นที่ป่าภูเขาให้ระมัดระวัง “ตัวไรอ่อน” กัดเสี่ยงติดเชื้อและป่วยเป็น...“โรคไข้รากสาดใหญ่” หรือสครับไทฟัส (Scrub typhus) โดย “ไรอ่อน” นี้จะอาศัยอยู่ในสัตว์รังโรค คือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็ก เช่น หนู กระแต กระรอก...เมื่อกัดคนจะปล่อยเชื้อแบคทีเรียในกลุ่มริกเก็ตเซีย (Rickettsia) มีระยะฟักตัวประมาณ 6-21 วันแต่...โดยทั่วไปประมาณ 10—12 วัน ไรอ่อนมักจะเข้าไปกัดบริเวณร่มผ้า เช่น อวัยวะสืบพันธุ์ ขาหนีบ เอว ลำตัวบริเวณใต้ราวนม รักแร้ และคอ ซึ่งเราจะมองไม่เห็นตัวไรอ่อน เพราะมีขนาดเล็กมาก ราว 1 มิลลิเมตรเท่านั้นอาการที่สำคัญ ได้แก่ ปวดศีรษะอย่างรุนแรงบริเวณขมับ...หน้าผาก ตัวร้อนจัด มีไข้สูง 40-40.5 องศาเซลเซียส หนาวสั่น เพลีย ปวดเมื่อยตัว ปวดกระบอกตา มีอาการไอแห้งๆ ไต ตับ ม้ามโตและ...ผู้ป่วยร้อยละ 30-40 จะพบแผลคล้ายบุหรี่จี้ตรงบริเวณที่ถูกไรอ่อนกัด มีสีแดงคล้ำ เป็นรอยบุ๋ม แต่ไม่ปวดและไม่คัน เป็นลักษณะเฉพาะของโรค“ผู้ป่วยบางรายอาจหายได้เอง ส่วนผู้ป่วยประมาณร้อยละ 20-50 อาจจะมีอาการแทรกซ้อนได้ เช่น ปอดอักเสบ เยื่อหุ้มสมองและสมองอักเสบ” ในรายที่มีอาการ “รุนแรง”...อาจทำให้หัวใจเต้นเร็วมาก ความดันโลหิตต่ำ ช็อก และเสียชีวิตได้จากข้อมูลการให้บริการตรวจวินิจฉัยโรคติดเชื้อริกเก็ตเซียของสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ตั้งแต่เดือนกันยายน 2565—สิงหาคม 2566 จำนวน 1,041 ตัวอย่าง เฉลี่ยประมาณ 87 ตัวอย่างต่อเดือน โดยมีตัวอย่างส่งตรวจมากที่สุดเดือนกันยายน 2565 ร้อยละ 12.58รองลงมาได้แก่ เดือนสิงหาคม 2566 ร้อยละ 11.91 และเดือนมีนาคม ร้อยละ 8.93 โดยผลการตรวจในภาพรวมตลอดทั้งปี พบการติดเชื้อโอเรียนเทีย ซูซูกามูชิ (Orientia Tsutsugamushi) สาเหตุของโรคสครับไทฟัส ร้อยละ 1.10 ซึ่งพบรายงานการติดเชื้อในเดือนธันวาคม 2565 มากที่สุด ร้อยละ 5.31รองลงมาได้แก่เดือนตุลาคม 2565 ร้อยละ 3.57 และเดือนกันยายน 2565 ร้อยละ 1.53สำหรับการติดเชื้อริกเก็ตเซีย ไทฟี (Rickettsia Typhi) สาเหตุของโรคมิวรีนไทฟัส ผลการตรวจในภาพรวมตลอดทั้งปี พบเพียงร้อยละ 0.10 ประเด็นสำคัญมีว่า...ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา สถานการณ์ของ “โรคติดเชื้อริกเก็ตเซีย” ในประเทศไทยพบ “โรคสครับไทฟัส” ได้มากกว่า “โรคมิวรีนไทฟัส”โดยตรวจพบได้บ่อยในช่วง “ฤดูฝน” และ “ฤดูหนาว” ซึ่งเป็นช่วงที่มีการท่องเที่ยวป่าภูเขา หรือเป็นช่วงที่มีการกระจายของพาหะของโรค ได้แก่ ไรอ่อน ตามพื้นที่ทางการเกษตร หรือปศุสัตว์ทั้งนี้ จากแนวโน้มการส่งตัวอย่างตรวจที่ยังคงเพิ่มขึ้นทุกปี ทำให้ห้องปฏิบัติการตรวจวินิจฉัยโรคติดเชื้อริกเก็ตเซียของสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุขได้พัฒนาการผลิตชุดตรวจโรคติดเชื้อริกเก็ตเซียขึ้นเอง จากการเพาะเลี้ยงเชื้อริกเก็ตเซีย สำหรับงานบริการตรวจวิเคราะห์ เพื่อให้เพียงพอ รองรับการตรวจที่เพิ่มขึ้นนับรวมไปถึงสามารถผลิตชุดตรวจสนับสนุนให้กับห้องปฏิบัติการเครือข่าย จำหน่ายให้กับห้องปฏิบัติการเอกชนหรือมหาวิทยาลัยให้สามารถตรวจได้รวดเร็ว เพื่อการรักษาได้ทันเวลา ช่วยลดอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยในกลุ่มไข้ไม่ทราบสาเหตุ ที่สำคัญ...ช่วยให้การวินิจฉัยได้ถูกต้อง แม่นยำนอกจากนี้ ยังได้พัฒนาวิธีการตรวจวินิจฉัยโรคติดเชื้อริกเก็ตเซีย ด้วยวิธี เรียลไทม์ พีซีอาร์ (Real Time RT—PCR) ซึ่งมีความไวความจำเพาะสูง เพื่อเตรียมความพร้อมกับสถานการณ์ “โรคอุบัติใหม่” ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตอีกด้วยตอกย้ำทิ้งท้าย...ข้อแนะนำสำหรับประชาชนที่เดินทางท่องเที่ยวตั้งแคมป์กางเต็นท์ นอนในป่า หรือไปทำมาหากินในพื้นที่เกษตรกรรม ควรสวมใส่เสื้อผ้าให้มิดชิด เช่น เสื้อที่ปิดคอ เสื้อแขนยาว กางเกงขายาว และทายากันยุง ส่วนที่อยู่นอกร่มผ้าให้ทาโลชั่นกันยุงที่มีส่วนผสมของสาร diethyltoluamide (DEET)...จะสามารถป้องกันตัว “ไรอ่อน” กัดได้เช่นกัน นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงการเข้าไปในบริเวณที่มีตัวไรอ่อนชุกชุม ไม่ว่าจะเป็นป่าโปร่ง ป่าละเมาะ บริเวณที่มีการปลูกป่าใหม่หรือตั้งรกรากใหม่ ทุ่งหญ้า ชายป่า หรือบริเวณต้นไม้ใหญ่ที่แสงแดดส่องไม่ถึง และ...หลังออกจากป่าให้อาบน้ำทำความสะอาดร่างกาย สระผมส่วน “เสื้อผ้า” ที่สวมใส่ก็ให้นำมาซักให้สะอาด เพราะอาจมีตัวไรอ่อนติดมากับร่างกายหรือเสื้อผ้าได้รู้อย่างนี้แล้ว...หากใครไปเที่ยวป่าเขากลับมาแล้วมีอาการไข้ หรืออาการที่กล่าวมาข้างต้นภายใน 2 สัปดาห์ ควรรีบพบแพทย์ทันที พร้อมแจ้งประวัติการเข้าป่าให้แพทย์ทราบ เพื่อรับการรักษาโดยเร็ว...ช่วยป้องกันการเสียชีวิตได้ทันท่วงที.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม