การจัดกิจกรรมรำลึก 50 ปี ของ 14 ตุลา เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาเป็นไปด้วยความเรียบง่าย ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ถนนราชดำเนิน กรุงเทพฯมีญาติวีรชนไปร่วมทำบุญใส่บาตร พื้นที่โดยรอบ ติดป้ายสดุดีวีรชน ต่อต้านเผด็จการและเขียนแถลงการณ์ด้วยลายมือถึงนายกรัฐมนตรี ระบุว่าประชาธิปไตยไทยไม่ก้าวหน้านายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ซึ่งไปร่วมงานด้วยกล่าวว่า 14 ตุลาคม 2516 คือเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองยุคใหม่ เป็นการชุมนุมโดยสงบของมวลชนมหาศาล ต่อต้านระบอบเผด็จการที่ครอบงำประเทศมายาวนาน จนสำเร็จเป็นปฐมบทของประชาธิปไตยของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน ขณะที่ผู้ว่าฯชัชชาติ สิทธิพันธุ์ กล่าวว่า เราทุกคนเป็นหนี้บุญคุณวีรชนประชาธิปไตย 14 ตุลา เป็นประชาธิปไตยที่ได้มาด้วย “รัฐประหาร” ของประชาชน ร่วมกันชุมนุมด้วยมือเปล่า เริ่มต้นเป็นการชุมนุมเรียกร้องรัฐธรรมนูญ ที่หายไปอยู่ในกำมือของคณะรัฐประหารเป็นเวลายาวนานกว่าทศวรรษผลของการลุกขึ้นต่อสู้ ได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญ 2517 ทำให้ประชาธิปไตยเบ่งบาน แต่อยู่ได้แค่ 2 ปี ก็ถูกเผด็จการบดขยี้ในเหตุการณ์นองเลือด 6 ตุลาคม 2519 จากนั้นเกิดรัฐประหารอีก 4 ครั้ง ทำให้ประชาธิปไตยไม่รู้จักโต เปรียบเทียบกับทารกที่เลี้ยงไม่โต พอจะหัดยืนหัดเดินก็ถูกเตะตัดขานักรัฐศาสตร์บางคนชี้ว่า เหตุที่ประชาธิปไตยไทยล้มลุกคลุกคลาน เพราะมีกลุ่มจารีตนิยมในสังคม ทั้งนายทุนและกองทัพ ที่ต้องการรักษาสภาพสังคมให้คงเดิม เรียกว่า “กลุ่มอนุรักษ์นิยม” แต่พรรคอนุรักษ์นิยมในประเทศประชาธิปไตยได้รับเลือกตั้งจากประชาชนให้เป็นรัฐบาลมากมาย เป็นเรื่องปกติแต่พรรคอนุรักษ์นิยมในประเทศประชาธิปไตยที่พัฒนา เขา “อนุรักษ์” การปกครองระบอบประชาธิปไตย แต่กลุ่มอนุรักษ์นิยมในไทยบางส่วนอนุรักษ์ “เผด็จการ” อดีตนายกรัฐมนตรีที่มาจากรัฐประหารบางคน ไม่ยอมกล่าวคำปฏิญาณตนก่อนเข้ารับหน้าที่ ไม่ยอมกล่าวข้อความที่ว่า “จะรักษาและปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ”เหตุที่ไม่ยอมกล่าวคำปฏิญาณให้ครบด้วย อาจเพราะไม่เลื่อมใสในรัฐธรรมนูญ ไม่ศรัทธาในระบอบประชาธิปไตย แต่มีแนวคิดเอนเอียงข้าง “อำนาจนิยม” หลักฐานชัดเจนที่สุด คือการให้กำเนิดรัฐธรรมนูญ 2560 ที่นักวิชาการบางคนระบุว่า เป็น “ฉบับวิปริต” ออกแบบมาเพื่อสืบอำนาจรัฐประหาร เป็นปฏิปักษ์ประชาธิปไตย.คลิกอ่านคอลัมน์ “บทบรรณาธิการ” เพิ่มเติม