“วิกฤติมนุษยธรรม” เลขาธิการสหประชาชาติ ให้ข้อคิดต่อสภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นั่นคงทำให้เห็นภาพได้ว่า ไม่ว่าฝ่ายไหนต่างก็มุ่งเอาชนะโดยไม่ได้คำนึงถึงชีวิต “คน” ที่ต้องสูญเสียไปบนความเคืองแค้นต้องการเอาชนะแต่เป็นเพียงความเห็นของยูเอ็นเท่านั้น บอกเป็นการเตือนสติให้ยั้งคิด เพราะเอาเข้าจริงแล้วแม้จะเป็นองค์กรใหญ่แต่ก็ไม่ได้มีอำนาจที่จะสั่งการได้ทุกอย่างพูดง่ายๆ ก็ไม่ต่างไปจาก “ยักษ์ไม่มีตะบอง”...ทำนองนั้นประเด็นที่น่าสนใจจากเหตุการณ์ตึงเครียดในขณะนี้ก็คือ “ฮามาส” ยอมรับข้อเสนอของรัสเซีย ที่ให้ยุติการสู้รบด้วยการเปิดโต๊ะเจรจาเป็นความคืบหน้าที่พอจะมองเห็นแสงสว่างในอุโมงค์ก็อยู่ที่อิสราเอลจะยอมรับข้อเสนอนี้หรือไม่?เพราะกำลังอยู่ในภาวะที่ “หน้ามืด” เกิดแรงแค้นเหมือนคนเสียเหลี่ยมเสียเชิง ที่ถูกลอบโจมตีจึงสั่งลุยเต็มพิกัดถึงขนาดประกาศให้คนนับล้านๆคน อพยพออกจากฉนวนกาซาภายในระยะเวลาสั้นๆ ซึ่งเป็นไปได้ยากหมายความว่า ถ้าไม่ออกมาจากจุดนั้น ก็ไม่รับรองความปลอดภัย เพราะได้เตรียมกำลังภาคพื้นดิน เพื่อเข้ายึดครอง หลังจากเปิดฉากยิงถล่มจนราบมาแล้วปฏิกิริยาที่ขยายวงออกไปก็คือ มีการชุมนุมของชาวมุสลิมในประเทศต่างๆ โดยเฉพาะที่ฝรั่งเศส เพื่อสนับสนุนฮามาสและโจมตีอิสราเอลเป็นแรงกดดันอีกด้านหนึ่งและส่อเค้าว่าจะรุนแรงและขยายไปยังประเทศต่างๆเพิ่มมากขึ้นประเด็นหนึ่งที่มองข้ามไม่ได้และเกี่ยวข้องกับไทยโดยตรง นอกจากจะใช้ความพยายามเพื่อช่วยเหลือแรงงานไทยกลับประเทศแล้วอีกส่วนหนึ่งคือคนไทยที่ถูกจับเป็นตัวประกันจำนวนหนึ่งที่แม้ว่าจะใช้เครือข่ายเพื่อติดต่อเจรจาขอให้ปล่อยตัวแต่เนื่องจากฮามาสใช้ตัวประกันเพื่อต่อรองกับอิสราเอลจึงทำให้การปล่อยตัวค่อนข้างจะยาก ยังดีที่มีข่าวว่าทุกคนยังมีชีวิตอยู่กรณีนี้จึงต้องมีคนกลางที่จะพูดกับทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อหาทางออกร่วมกัน ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายในยามที่อิสราเอลที่ประกาศไปแล้วว่าจะต้องจัดการให้สิ้นซากอันบ่งชี้ว่ายอมสูญเสียไม่ยอมแลกตัวประกันเหมือนที่ผ่านมารัฐบาลไทยจึงได้แค่เกาะติดเท่านั้น เพราะดูทิศทางแล้วค่อนข้างยาก สถานการณ์อย่างนี้จึงต้องมุ่งเน้นไปที่คนงานในส่วนอื่นๆที่ยังค้างอยู่อีกจำนวนมากเพราะที่นั่งเครื่องกลับบ้านเกิดเมืองนอนอย่างที่เห็นยังมีไม่มากนัก ที่เหลืออีกจำนวนมากยังรอเดินทางกลับอย่างรัฐบาลกำลังดำเนินการก็คือต้องหาที่ปลอดภัยให้พักพิง และติดต่อในส่วนที่เหลือเพื่อรวบรวมให้ครบไปอาศัยอยู่ในจุดต่างๆที่เห็นและมีความเป็นไปได้มากก็คือเคลื่อนย้ายไปอยู่ประเทศที่ 3 ซึ่งมีพื้นที่ติดต่อกันเพื่อเดินทางกลับได้ง่ายขึ้นรัฐบาลได้ติดต่อสายการบินต่างๆเพื่อขนคนกลับ เพราะจำนวนคนเป็นหมื่นๆคนนั้นต้องขนกันหลายเที่ยวบินช้าหน่อยแต่ก็ต้องแน่นอนและชัดเจน!“สายล่อฟ้า”คลิกอ่านคอลัมน์ “กล้าได้กล้าเสีย” เพิ่มเติม