อุณหภูมิโลกร้อนจนทะลักจุดเดือด“แนวรบทะเลแดง” คร่าชีวิตผู้คนไปแล้ว 3–4 พันศพ สังเวยสงครามแลกเลือดระหว่างอิสราเอลกับกองกำลังติดอาวุธฮามาส ปาเลสไตน์เชื้อไฟความขัดแย้งทางความเชื่อ เชื้อชาติ ศาสนา ที่ลากยาวมานับพันปียิว เปิดศึกฮามาส สงครามซีกโลกทะเลทรายห่างไกล แต่ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า คนไทยกลายเป็นเหยื่อมากสุดอันดับหนึ่งในบรรดาต่างชาติยอดผู้เสียชีวิตทะลุเกิน 20 ศพไปแล้วแนวโน้มตัวเลขคนตายยังไม่นิ่ง บาดเจ็บอีก 14–15 คน ไม่นับพวกสูญหายยังตามตัวไม่ได้ และพวกที่ยืนยันว่า ถูกฮามาสจับตัวเป็นเชลยเกินกว่า 16 รายแรงงานไทยกว่า 3 หมื่นคน เผชิญชะตากรรมเสี่ยงโซนอันตราย มันคือโจทย์สถานการณ์ท้าทาย บททดสอบศักยภาพ วิกฤติฉุกเฉินที่จะวัดฝีมือการบริหารจัดการของรัฐบาลไทย ภายใต้การนำของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและ รมว.คลังลำพังแค่เทกแอ็กชันโชว์บทขึงขัง หวังตีกินคะแนนนิยมกันวูบวาบไม่ง่ายเพราะมีความเป็นความตายของแรงงานไทยเป็นเดิมพันท่ามกลางความสลับซับซ้อนของสถานการณ์ที่ประเทศมหาอำนาจ หรือสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เองยังกำหนดจุดยืนลำบากยากต่อการเลือกข้างแบบไม่ดูตาม้าตาเรืออย่างที่ผู้นำรัฐบาลไทยโดนตำหนิ “ปากไว” กับการรีบประณามการโจมตีผู้บริสุทธิ์อย่างไร้มนุษยธรรม แสดงตัวถือหางอิสราเอลตั้งแต่นาทีแรกมองข้ามความละเอียดอ่อน บริบทความขัดแย้งมานับร้อยนับพันปีที่สำคัญการแสดงตัวถือหางฝ่ายยิว เท่ากับก่อผลกระทบด้านลบกับคนไทยที่ถูกจับเป็นตัวประกัน เป็นเรื่องยากที่จะเจรจากับกองกำลังติดอาวุธฮามาสโอกาสช่วยแรงงานไทยจากนรกแทบมองไม่เห็นช่องทางในจังหวะชุลมุน ให้ข่าวกันวุ่นวายไปคนละทิศละทางไล่ตั้งแต่การให้ข้อมูลผู้เสียชีวิตตอนแรกที่กระทรวงการต่างประเทศระบุแค่ 2 ศพ แต่นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯและ รมว.พาณิชย์ ยืนยันว่า อาจมีแรงงานไทยตาย 10 กว่ารายก่อนที่กระทรวงการต่างประเทศจะยืนยันตามตัวเลขของนายภูมิธรรมท่ามกลางความสับสนอลหม่าน อาการใจหายใจคว่ำ พ่อ แม่ ลูก เมีย ของแรงงานไทยที่ไม่รู้ชะตากรรมของคนที่รัก เป็น ตาย ร้ายดีอย่างไร จะหวังพึ่งข้อมูลเป็นทางการจากรัฐบาลก็ไม่ตรงกันต้องอาศัยข้อมูลจากโลกโซเชียลที่ไม่ได้กรองและนั่นก็นำมาซึ่งกระแสเรียกร้อง เร่งให้รัฐบาลไทยรีบอพยพแรงงานหนีตายกลับจากประเทศอิสราเอล ตามตัวเลขที่มีการแจ้งความประสงค์กว่า 5 พันคนระเบิดตูมทางโน้น สะดุ้งถึงคนทางนี้ แห่หนีตายกันจ้าละหวั่น แต่ผ่านเหตุฮามาสเริ่มปฏิบัติการโจมตียิวมาแล้วกว่าสัปดาห์ เพิ่งมีการช่วยเหลือคนไทยกลับบ้านมาได้ร้อยกว่าคน สวนทางกับการโชว์เครื่องบินทหาร บวกเครื่องบินพาณิชย์ รัฐบาลแถลงกันแบบรายวันส่วนมากออกไปทางรำ เทกแอ็กชันเล่นกระแสกันไปเท่านั้นและถึงจุดหนึ่งก็ต้องพูดกันตรงๆอย่างที่นายสุทิน คลังแสง รมว.กลาโหม ยอมรับ รัฐบาลไทยทำได้แค่เตรียมความพร้อมเครื่องบินในการขนคนกลับ แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับฝ่ายอิสราเอลที่ไฟเขียวด้วยหรือไม่ เพราะอยู่ในภาวะสงครามพูดกันตามหลักการทางทหาร ไม่อิงเหลี่ยมตีกินกระแสทางการเมืองตามเหตุการณ์คับขัน แบบที่นายเศรษฐา เพิ่งเปิดแนวคิด หาช่องทางในการอพยพแรงงานไทย โดยให้เดินทางไปอยู่ในประเทศข้างเคียงอิสราเอล แต่ปัญหาถนนปิดหลายสาย ทางเดียวคือต้องอาศัยรถทหารในอารมณ์ซีเรียส ผู้นำไทยกังวลกับสถานการณ์ที่เลวร้ายลง จำเป็นต้องหาทางอพยพแรงงานไทยกว่า 5 พันคนให้เร็วที่สุดณ จุดที่ฝากความหวังไว้ที่รัฐบาลอิสราเอลเป็นหลักแต่ที่รัฐบาลไม่ค่อยพูดถึงคือ “ช่องทางการทูต” ที่นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญแนะให้ไทยเจรจาผ่านประเทศมุสลิมที่สามารถต่อสายตรงกับกองกำลังฮามาส ปาเลสไตน์ อย่างเช่นอิหร่านที่มีบทบาททางความคิดกับกองกำลังมุสลิม“ตัวช่วย” สำคัญในการช่วยเหลือตัวประกันและนั่นยังเป็นการเปิดพื้นที่ประเทศมุสลิมใกล้เคียงที่ล้อมกรอบอิสราเอล ช่องทางในการอพยพแรงงานไทยออกจากดินแดนอันตรายโจทย์สลับซับซ้อน เงื่อนไขสถานการณ์โคตรท้าทายบทพิสูจน์กึ๋นรัฐบาลภายใต้การนำของอดีตซีอีโอบริษัทเอกชนอย่าง นายเศรษฐา ต้องเจอกับของจริงตั้งแต่เริ่มบริหารประเทศ ไม่อาจปฏิเสธ ผลบวกหรือลบจากการรับมือวิกฤติอิสราเอล ฮามาสได้ลำพังโจทย์ฉุกเฉินเฉพาะหน้า การอพยพแรงงานไทย หนีตายจากแดนสงครามก็ยากเต็มทียังไม่พูดถึงแรงกระแทก ผลจากสงครามยิวรบฮามาส หนีไม่พ้นกระทบเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปราะบาง โดยเฉพาะสถานการณ์พลังงาน ราคาน้ำมันที่ผันผวน เจอแนวรบทะเลทรายที่ส่อยืดเยื้อซ้ำเข้าไปแทบไม่ต้องพูดถึงราคาน้ำมันถูกเลยก็ลุ้นกันแค่ว่า รัฐบาลไทยพรรคเพื่อไทยจะอัดโปรโมชัน ลดราคาน้ำมัน หั่นค่าไฟ เรียกคะแนนนิยมไปได้อีกกี่อึดใจจะอุดตูดขาด ปะถังแตกกันได้นานแค่ไหนในภาวะเศรษฐกิจสุ่มเสี่ยง ปัจจัยภายนอกประเทศอยู่เหนือการควบคุมและสุดจะคาดเดา เศรษฐกิจภายในต้องเป็นหลักในการหล่อเลี้ยงปากท้องประชาชน ประคองความเชื่อมั่นของนักลงทุนการรักษาวินัยการเงินการคลังสำคัญเหนือสิ่งอื่นใดในเครื่องหมายคำถาม เกมการตลาด มุก “อัฐยายซื้อขนมยาย” อาศัยเงินหลวงปั่นคะแนนนิยม มีความจำเป็นมากน้อยแค่ไหนในห้วงหน้าสิ่ว หน้าขวานกับเดิมพัน “คว่ำตายหงายเป็น” นโยบาย “เรือธง” ของรัฐบาลเพื่อไทย โครงการเทกระจาด “ดิจิทัล 10,000บาท” วงเงิน 5.6 แสนล้านตามสัญญาณอันตราย ด่านสกัดทุจริตที่ดักรอข้างหน้าคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตั้งแท่นปล่อยแถวคณะอนุกรรมการฯติดตามโครงการเทกระจาดเงินหลวง เทียบเคียงกับโครงการทุจริตจำนำข้าวที่ “น้องปู” อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องโดนปักชนักคดี โดนโทษจำคุกกลับเมืองไทยไม่ได้เพราะฝืนคำเตือน ดื้อลุยถั่วผลาญเงินแผ่นดินจากโครงการทุจริตจำนำข้าว “เดจาวู” ย้อนมาวนเวียนโครงการเทกระจาด “ดิจิทัล 10,000 บาท” ระดับผู้ว่าการแบงก์ชาติทั้งปัจจุบันและอดีตร่วมลงชื่อกับนักวิชาการ คณาจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัย ทั่วประเทศกว่า 100 คนคัดค้านการหว่านประชานิยมสร้างภาระหนี้มหาศาลให้ประเทศในอารมณ์ที่นายเศรษฐา ยัง “จิตแข็ง” ตีธง เดินหน้าลุยไฟ ให้ราคาเสียงของนักเศรษฐศาสตร์เท่ากับหนึ่งเสียงของชาวบ้านร้านตลาดอ้างยุทธศาสตร์กระตุ้นเศรษฐกิจ ยื้อกับเสียงทักดักคอการเอื้อประโยชน์ให้เอกชนในเครือข่ายผู้มีอำนาจฟาดเงินทอนจากการออกแบบบล็อกเชนและก็เป็นกองหนุนสำคัญอย่าง “อุ๊งอิ๊ง” แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย นำทีมรถแห่ เร่งคิวเทกระจาดเงินดิจิทัล อ้างชาวบ้านเรียกร้องกันทุกหย่อมหญ้าปัญหาคือ ข้อหากองเชียร์เอาผิดไม่ได้ “อุ๊งอิ๊ง” เด้งเชือกอยู่วงนอกปลอดภัยแต่คนที่เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายคือนายกฯเศรษฐา เต็มๆ.“ทีมการเมือง”คลิกอ่านคอลัมน์ “วิเคราะห์การเมือง” เพิ่มเติม