จากการเสวนาวิชาการ Chula The Impact ครั้งที่ 20 เรื่อง “รู้ลึกกฎหมายและการดำเนินคดีเพื่อดูแลเด็กและเยาวชน” นายณัฏฐพร รอดเจริญ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงกระบวนการยุติธรรมทางอาญาสำหรับเด็ก และเยาวชนว่า เนื่องจากประเทศไทยอยู่ในสมาชิกภาคีอนุสนธิสัญญาสิทธิเด็ก จึงต้องให้ความปกป้องคุ้มครองต่อเด็ก มีการใช้กฎหมายและกระบวนการที่เป็นลักษณะเฉพาะ มีการปิดทุกอย่างให้เป็นความลับเพื่อให้เด็กไม่ถูกตีตรา สามารถกลับตัวมาเป็นคนดีของสังคม และไม่หวนไปกระทำความผิดซ้ำอีก ซึ่งอยากให้มองในภาพรวมเป็นหลัก ไม่ใช่ในกรณีใดกรณีหนึ่ง เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อกระบวนการยุติธรรมในภาพรวม สำหรับเด็กหรือเยาวชนเมื่อทำผิดจะถูกดำเนินคดีภายใต้ศาลเยาวชนและครอบครัว โดย พ.ร.บ.ศาลเยาวชนฯ มีเจตนารมณ์และบทบัญญัติที่มุ่งฟื้นฟูเด็กหรือเยาวชนที่ทำความผิดทางอาญามากกว่ามุ่งลงโทษ ซึ่งจะมีหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการกระทำความผิด จำแนกตามเกณฑ์อายุเด็กหรือเยาวชนเป็นหลัก และเป็นไปตามหลักการสากล“มีข้อสังเกตที่ท้าทายว่าพฤติกรรมกลุ่มวัยรุ่นตอนต้น อายุ 12-15 ปี ได้รับอิทธิพลจากสื่อค่อนข้างมาก ส่วนที่จะพิสูจน์ว่ารู้สึกหรือมีเจตนาที่จะกระทำความผิดทางอาญาหรือไม่นั้น อาจจะมีข้อพิจารณาในการแก้ไขข้อกฎหมายในอนาคต เช่น นำไปรวมกับกลุ่มวัยรุ่นอายุ 15-18 ปี ซึ่งศาลอาจจะพิจารณาว่าอาจต้องรับโทษทางอาญาหรือไม่ก็ได้” นายณัฏฐพรกล่าวผศ.ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ คณบดีคณะจิตวิทยา จุฬาฯ กล่าวว่า ความรุนแรงนั้นต้องมีที่มาที่ไปและไม่มีคำตอบเดียว การที่เราไปบอกว่าเป็นเพราะเกม การเลี้ยงดู หรือสาเหตุอื่นๆ ขอตอบว่าเป็นเพราะทุกเหตุปัจจัยรวมกัน สิ่งที่เราช่วยกันได้คือการเริ่มสังเกตพฤติกรรมการใช้ความรุนแรงของเด็กๆ ทั้งทางร่างกาย วาจา และความรุนแรงที่กระทำต่อตัวเอง ไม่ว่าจะเล็กน้อยแค่ไหน ถ้าเราไม่อยากให้ความรุนแรงยกระดับ เราต้องเริ่มฝึกสังเกตและยับยั้งความรุนแรงกันตั้งแต่แรก ถ้าเราช่วยเด็กให้สามารถตระหนักรู้ถึงอารมณ์ที่มีอยู่ข้างใน สื่อสารออกมาได้อย่างเหมาะสม มีคนคอยรับฟัง ความรุนแรงที่เกิดขึ้นก็จะไม่มีการยกระดับจนนำไปสู่เหตุน่าสะเทือนใจ.อ่าน “คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ” ทั้งหมดที่นี่