นับเป็นเหตุสยองขวัญกลางกรุง “เยาวชนชาย 14 ปี ควงปืนสั้นกราดยิงในห้างสรรพสินค้าดัง” ทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย และบาดเจ็บ 5 คน หลังเกิดเหตุตำรวจสามารถรวบคนร้ายได้ทันควัน “ในสภาพอาการคล้ายป่วยทางจิต” ก่อนถูกส่งตัวไปยังศาลเยาวชนและครอบครัวกลางพร้อมแจ้ง 5 ข้อหาหนัก เมื่อตรวจสอบประวัติพบว่า “ผู้ก่อเหตุเคยรักษาอาการทางจิตที่โรงพยาบาลของรัฐแห่งหนึ่ง” แถมพ่วงด้วยอาการเสพติดการเล่นเกมอย่างรุนแรงจน “ทีมจิตแพทย์” เข้ามาทำการประเมินสุขภาพจิตมีความเห็นตรงกันว่า “เข้าข่ายอาการสุขภาพจิต” ควรส่งตัวเข้าไปรับการรักษาที่สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์แต่เรื่องมีอยู่ว่า “การก่ออาชญากรรมของเด็กอายุกว่า 12 ปี แต่ยังไม่เกิน 15 ปี” ตามกฎหมายจะได้รับการคุ้มครอง “ทำผิดแต่ไม่ต้องรับโทษทางอาญา” แต่ให้ใช้วิธีการสำหรับเด็กแทน จนกลายเป็นประเด็นข้อถกเถียงกันอย่างกว้างขวางในเรื่องนี้ คมเพชญ จันปุ่ม หรือทนายอ๊อด ประธานเครือข่ายทนายชาวบ้าน บอกว่าก่อนอื่นต้องขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้สูญเสียและผู้บาดเจ็บทั้งหมดกับเหตุการณ์เยาวชนชายวัย 14 ปี ก่อเหตุใช้อาวุธปืนกราดยิงในห้างดังครั้งนี้ แต่อันที่จริงกรณีเด็กกระทำผิดร้ายแรงในสังคมไทยก็ไม่ใช่คดีแรกที่มักเกิดขึ้นอยู่บ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นคดีฆ่าผู้อื่น ทำร้ายร่างกาย ข่มขืน กระทำชำเรา ลักวิ่งชิงปล้น คดียาเสพติดแล้วที่ผ่านมาเด็กและเยาวชนเหล่านี้ก็ถูกนำตัวเข้าสู่ “กระบวนการยุติธรรมปีละหลายหมื่นราย” ด้วยปัญหาเศรษฐกิจส่งผลให้พ่อแม่มีรายได้ไม่พอค่าใช้จ่ายจนมีเวลาเอาใจใส่ลูกน้อยลง “เด็กต้องหันหาสื่อโซเชียลฯ” กลายเป็นปัญหาซ้ำซ้อนให้ต้องติดยาเสพติด ติดเกม ชอบใช้ความรุนแรง และนำไปสู่การทำผิดกฎหมายเพิ่มขึ้น คมเพชญ จันปุ่ม หรือทนายอ๊อด ประเด็นมีอยู่ว่า “เด็กและเยาวชนก่ออาชญากรรม” กฎหมายมุ่งให้การคุ้มครองทำผิด แต่ไม่ต้องรับโทษทางอาญา “แต่จะมีมาตรการสำหรับเด็กแทน” เพราะบางครั้งเด็กทำผิดนั้นยังเป็นวัยอ่อนความรู้ ด้อยประสบการณ์ อยากรู้ อยากลอง ชอบเลียนแบบ มีอารมณ์รุนแรง และขาดความยับยั้งชั่งใจถูกชักจูงให้ทำผิดได้ง่ายดังนั้นกฎหมายกำหนดไว้ ป. อาญา ม. 73 เด็กอายุไม่เกิน 10 ปี ทำความผิดไม่ต้องรับโทษ เช่นเดียวกับเด็กอายุ 12-15 ปี ตาม ม.74 ถ้ามีการทำผิดก็ไม่ต้องรับโทษเหมือนกัน แต่กฎหมายเปิดช่องให้ศาลมีอำนาจสั่งมาตรการพิเศษเพื่อฟื้นฟูเด็กกระทำผิดได้ เช่น ว่ากล่าวตักเตือนเด็ก ปล่อยตัวเด็ก เรียกบิดามารดาผู้ปกครองมาตักเตือนก็ได้ทั้งยังส่งตัวไปสถานศึกษา สถานฝึกและอบรม สถานแนะนำทางจิต หรือสถานที่ที่ตั้งขึ้นเพื่อฝึกและอบรมเด็กแต่ไม่ให้อยู่จนอายุเกิน 18 ปี นอกจากนี้ยังสามารถกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมประพฤติก็ได้โดยแต่งตั้งพนักงานคุมประพฤติคอยควบคุม หรือส่งมอบตัวไปอยู่กับบุคคล หรือองค์กรดูแล อบรม และสั่งสอนก็ได้ด้วยฉะนั้นกรณี “เด็ก 14 ปีกราดยิงในห้างดัง” แม้เป็นการกระทำอย่างอุกฉกรรจ์โหดร้ายจนมีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมากก็ตาม แต่เมื่อกฎหมายกำหนดไว้แบบนั้นก็ย่อมไม่ต้องรับโทษนั้น เช่นนี้เมื่อ “ตำรวจจับกุมผู้ก่อเหตุ” ต้องแจ้งข้อกล่าวหาและสิทธิตามกฎหมายให้เด็กทราบพร้อมแจ้งพ่อแม่ผู้ปกครองด้วย แล้วการจับกุมต้องใช้ความละมุนละม่อม เว้นแต่ขัดขืนตำรวจอาจใช้กำลังได้เท่าที่จำเป็น และห้ามไม่ให้ใช้เครื่องพันธนาการไม่ว่ากรณีใดๆ เว้นแต่ทำไปเพื่อป้องกันการหลบหนี หรือความปลอดภัยของผู้อื่นก่อนนำตัวส่งให้พนักงานสอบสวนประสานสหวิชาชีพมาร่วมสอบ ไม่ว่าจะเป็นอัยการ ทนายความ นักสังคมสงเคราะห์ นักจิตวิทยา “ถ้าขาดหน่วยงานใดจะเป็นการสอบโดยมิชอบ” แล้วต้องสอบสวนให้เสร็จโดยเร็วเพราะมีเวลาควบคุมตัวได้ 24 ชม. ส่วนการควบคุมตัวก็ห้ามนำไปในห้องขังเด็ดขาดต้องให้อยู่ในห้องรับรองอันเป็นตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 และนำตัวมาส่งศาลเยาวชนและครอบครัวกลางในการใช้ดุลพินิจว่าจะควบคุมตัวดำเนินการขั้นตอนอย่างไรต่อไป ตามปกติศาลจะมีคำสั่งปล่อยตัวเด็กให้ไปอยู่ในการดูแลของพ่อแม่เป็นหลัก ถ้าไม่จำเป็นจะไม่ให้เข้าไปสถานพินิจฯเบื้องต้นศาลเยาวชนฯตรวจสอบการจับกุมเห็นว่า “ผู้ต้องหากระทำผิดจริงจากการจับกุมขณะกระทำผิดเป็นความผิดซึ่งหน้า” ที่ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าตำรวจปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบ และคดีนี้เป็นภัยร้ายแรงต่อผู้อื่นเห็นควรส่งตัวไปควบคุมในสถานพินิจฯเว้นแต่มีประกัน แต่ผู้ปกครองก็มิได้ประกันจึงต้องทำตามคำสั่งศาลนั้น ต่อมากรณี “ข้อสงสัยผู้ต้องหาป่วยทางจิตเวช” เรื่องนี้ต้องให้แพทย์ประเมินอาการจิตเวชเบื้องต้นได้ส่งตัวไปสถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์แล้ว “ถ้าปรากฏมีจิตบกพร่องจริง” ตาม ป.อ.ม.65 ผู้นั้นทำผิดขณะจิตบกพร่อง โรคจิต จิตฟั่นเฟือน “ไม่ต้องรับโทษ” แต่ถ้ารู้บ้างหรือบังคับตนเองได้บ้างศาลจะลงโทษน้อยกว่ากฎหมายกำหนดก็ได้แล้วตาม ป.วิ.อ.ม.14 ยังให้การคุ้มครองผู้เป็นวิกลจริตและไม่อาจต่อสู้คดีได้ “ต้องงดการสอบสวนหรือการพิจารณาคดีของศาล” ทั้งส่งตัวไปรับการรักษาพยาบาลจนกว่าจะหาย หรือสามารถต่อสู้คดีได้อีกด้วยเพื่อคุ้มครองสิทธิต่อสู้คดีของผู้กระทำความผิดอาญาเป็นหลักสากล เพราะเมื่อเขาวิกลจริตไม่สามารถต่อสู้คดีได้ “หากสอบสวนคดีหรือพิจารณาคดีต่อไป” ย่อมจะทำให้เสียเปรียบในการต่อสู้คดี และไม่เป็นธรรมแก่เขาเป็นอย่างยิ่ง แม้กรณีผู้ทำผิดถูกศาลพิพากษาจำคุก “เกิดวิกลจริต” ก็มีอำนาจสั่งทุเลาการจำคุกไว้ก่อนได้จนกว่าอาการวิกลจริตจะหมดไปแล้วส่งให้บุคคลนั้นไปอยู่ในความควบคุมในสถานที่อันควร ทว่าอย่างไรก็ดี แม้ “เด็ก 14 ปีไม่ต้องโทษทางอาญาแต่ยังมีความผิด ทางละเมิด” ด้วยคดีนี้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมากตาม ป.พ.พ.ม.420 ระบุว่าผู้ใดจงใจ หรือประมาทเลินเล่อทำต่อผู้อื่นโดยผิดกฎหมายให้เสียหายแก่ชีวิต ร่างกาย อนามัย เสรีภาพ ทรัพย์สิน หรือสิทธิใด ผู้นั้นทำละเมิดต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนสำหรับคดีเด็ก 14 ปีก่อเหตุกราดยิงในห้างดังนี้ บิดามารดาชอบด้วยกฎหมายต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดนั้นตาม ป.พ.พ.ม.429 ระบุว่า แม้บุคคลนั้นจะไร้ความสามารถเพราะเป็นผู้เยาว์ก็ต้องรับผิดในสิ่งที่ละเมิด ดังนั้นพ่อแม่หรือผู้อนุบาลจะต้องรับผิดชอบร่วมด้วย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่หน้าที่ดูแลแล้วตรงนี้ “บิดามารดาของผู้เยาว์” ต้องนำสืบข้อเท็จจริงให้ศาลเห็นว่า “ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแก่หน้าที่ดูแลซึ่งทำอยู่นั้น” อย่างเช่นพ่อแม่ปล่อยปละละเลยระดับใด หรือรู้เห็นการกระทำผิดหรือไม่ประการถัดมา “การเรียกค่าเสียหาย” สามารถใช้สิทธิได้ 2 ทาง คือ 1.เป็นโจทก์ร่วมฟ้องคดีแพ่งไปพร้อมกับคดีอาญา ตาม ป.วิ.อาญา ม.44/1 คดีอัยการเป็นโจทก์ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย จะยื่นคำร้องต่อศาลพิจารณาคดีอาญา และขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายก็ได้ผู้มีสิทธิในที่นี้ เช่น ผู้บาดเจ็บ บิดา มารดาโดยชอบด้วยกฎหมาย ภรรยา บุตร หรือทายาทโดยชอบธรรม และ 2.ผู้เสียหายยื่นฟ้องคดีในทางแพ่ง แต่ต้องแต่งตั้งทนายความยื่นฟ้องต่อศาลแพ่งอันมีอายุความ 1 ปี ในกรณีนี้ไม่อาจเป็นโจทก์ร่วมคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาควบคู่กับการแยกยื่นฟ้องเรียกร้องในศาลแพ่งพร้อมกันได้ ถ้าหากคดีถึงที่สุด “จำเลยไม่มีเงินจ่าย” เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้น “ขอออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี” เพื่อยึดอายัดทรัพย์ออกขายทอดตลาด นำเงินมาชดใช้ตามคำพิพากษานั้นตอกย้ำว่า “ปัจจุบันผู้ก่ออาชญากรรมนับวันอายุน้อยลงเรื่อยๆ” แต่การทำผิดในเด็กไม่ได้เกิดจากจิตใจชั่วร้ายโดยกำเนิด แต่เกิดจากขาดวุฒิภาวะนำไปสู่การกระทำที่ฝ่าฝืนกฎเกณฑ์ของสังคม มักเกิดขึ้นในช่วงอายุ 14-18 ปี เป็นช่วงรอยต่อของวัยรุ่น และวุฒิภาวะไม่เพียงพอบวกกับวิวัฒนาการ หรือความเจริญของสังคมทำให้เด็กเข้าถึงบางอย่างได้มากกว่าสมัยก่อน โดยเฉพาะสังคมโซเชียลฯ ที่เด็กสามารถรับรู้ได้กว้างมากขึ้น สุดท้ายขาดคนคอยชี้นำอย่างเหมาะสมว่า “สิ่งใดควรทำหรือไม่ควรทำ” เพราะเด็กใกล้ชิดกับพ่อแม่น้อยลงนี่คือเป็นช่องว่างทำให้กลไกในการควบคุม “สังคม” เกิดความอ่อนแอลงเรื่อยๆ จนนำมาสู่เหตุโศกนาฏกรรมกราดยิงเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าที่ไม่รู้เมื่อไหร่จะถอดบทเรียนจริงจังในการแก้ปัญหากันสักที.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม