นโยบายกระเป๋าเงินดิจิทัล 10,000 บาท แจกให้กับคนไทยที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไป วงเงินงบประมาณ 5.6 แสนล้านบาท อยู่ในอาการไม่ค่อยจะดีนัก โครงการนี้มีการคัดค้านจากทุกฝ่าย เนื่องจากเกรงว่าจะได้ไม่คุ้มเสียและส่งผลกระทบกับระบบการเงินการคลังของประเทศในระยะยาวล่าสุดมีจดหมายเปิดผนึกจาก 99 นักวิชาการและคณาจารย์เศรษฐศาสตร์ ออกแถลงการณ์คัดค้านและเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิก นโยบายแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท โดยให้เหตุผลดังนี้ เศรษฐกิจกำลังอยู่ในภาวะฟื้นตัว ที่คาดว่าจีดีพีจะขยายตัวที่ประมาณ 2.8% ในปีนี้และ 3.5%ในปีหน้า รัฐจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้เงินจำนวนมากในการกระตุ้นการบริโภคในประเทศ เพราะการบริโภคในประเทศขยายตัวถึง 7.8% สูงที่สุดในรอบ 20 ปี จึงควรเน้นค่าใช้จ่ายภาครัฐในการกระตุ้นการลงทุนมากกว่านอกจากนี้การกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ จะทำให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อสูงขึ้นมาอีก หลังจากลดจากร้อยละ 6.1 มาอยู่ที่ประมาณร้อยละ 2.9 ในปีนี้ ในขณะที่ราคาพลังงานมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นจะทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้นและอาจจะไปสู่สภาวะที่ต้องขึ้นดอกเบี้ยในที่สุดขณะที่ เงินงบประมาณของภาครัฐมีจำกัด ดังนั้นการที่รัฐนำเงินจำนวน 5.6 แสนล้านไปใช้ในโครงการ เท่ากับเป็นการเสียโอกาสในการลงทุนของประเทศ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ที่จะสร้างศักยภาพการแข่งขันในระยะยาว แต่กลับเป็นการสร้างภาระหนี้สาธารณะให้เป็นภาระของประชาชนมากขึ้นการกระตุ้นเศรษฐกิจ จีดีพี ให้ขยายตัวโดยการแจกเงินดิจิทัล 5.6 แสนล้าน เป็นการคาดหวังที่เกินจริง เพราะจากข้อมูลเชิงประจักษ์พบว่า ตัวทวีคูณทางการคลังที่เกิดจากการใช้จ่ายของรัฐในลักษณะการแจกเงินหรือการโอนเงินมีค่าต่ำกว่า 1 และต่ำกว่าตัวทวีคูณทางการคลัง และสุดท้ายแล้วประชาชนจะต้องจ่ายคืนเสมอไม่ว่าจะในรูปแบบของภาษี หรือราคาสินค้าที่แพงขึ้นจากเงินเฟ้อเรากำลังอยู่ใน วัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้น เพราะเงินเฟ้อสูงขึ้นมาก การก่อหนี้จำนวนมากก็ต้องเผชิญกับอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น หนี้สาธารณะของรัฐ ปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 10.1 ล้านล้านบาท หรือร้อยละ 61.6 ของ จีดีพี ในขณะที่หลายประเทศที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 และวิกฤติพลังงานอยู่ในภาวะเศรษฐกิจถดถอย จึงจำเป็นต้องลดหนี้สาธารณะลง สวนทางกับบ้านเราทำให้นโยบายกระเป๋าเงินดิจิทัล ดูจะสวนทางกับสิ่งที่ควรจะเป็น ประเทศไทยมี รายได้จากการเก็บภาษี เพียงร้อยละ 13.7 ของ จีดีพี ที่ถือว่าต่ำกว่าประเทศอื่นมาก การแจกเงิน 10,000 บาทให้กับคนที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไปเท่ากับเป็นการสร้างความไม่เป็นธรรมทางสังคม คนรวยก็ได้รับ คนไม่มีจะกินก็ได้รับ เจตนาและวัตถุประสงค์ในการใช้เงินของคนรวยกับคนจน คนที่มีอายุ 16 ปีกับคนวัยทำงาน กับคนว่างงาน กับผู้สูงอายุย่อมแตกต่างกันดูรายชื่อผู้ที่ออกมาคัดค้านนโยบายนี้ล้วนไม่ธรรมดา วิรไท สันติประภพ, ธาริษา วัฒนเกส อดีตผู้ว่าการแบงก์ชาติ, อัจนา ไวความดี, บัณฑิต นิจถาวร อดีตรองผู้ว่าการแบงก์ชาติ, อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ระดับปรมาจารย์ วรากรณ์ สามโกเศศ, พรายพล คุ้มทรัพย์, สิริลักษณา คอมันตร์, ปราณี ทินกร, นิพนธ์ พัวพงศกรไก่กาเสียที่ไหน.หมัดเหล็กmudlek@thairath.co.thคลิกอ่านคอลัมน์ “คาบลูกคาบดอก” เพิ่มเติม