ปัญหาพรรคการเมืองกลายเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันอีกครั้ง หลังจากพรรคก้าวไกลมีมติขับนายปดิพัทธ์ สันติภาดา ออกจากพรรค เพื่อเปิดทางให้หัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นผู้นำฝ่ายค้าน และยังรักษาเก้าอี้รองประธานไว้ได้ ส่วน กกต.ตั้งคณะอนุกรรมการที่ปรึกษา เพื่อขอข้อมูลและข้อกฎหมายการยุบพรรคเป็นคณะอนุกรรมการที่ปรึกษา ของนายทะเบียนพรรคการเมือง ซึ่งก็คือเลขาธิการ กกต. ที่ปรึกษาส่วนใหญ่เป็น นักวิชาการ เลขาธิการ กกต.ชี้แจงว่ากฎหมายพรรคการเมือง กำหนดให้มีการร้องเรียนเรื่องการยุบพรรค โดยให้นายทะเบียนพรรคพิจารณาความเห็นชี้ขาด จึงอยากได้ข้อมูลที่ครบถ้วนการยุบพรรคเป็นเรื่องสำคัญ กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน ตามที่รัฐธรรมนูญ 2540 บัญญัติว่า “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการจัดตั้งพรรคการเมือง เพื่อสร้างเจตนารมณ์ทางการเมืองของประชาชน” พรรคต้องเป็นประชาธิปไตย ข้อบังคับหรือมติของพรรค ต้องสอดคล้องกับหลักการพื้นฐานประชาธิปไตยการดำเนินกิจกรรมของพรรคการเมือง ต้องยึดแนวทาง “เสรีนิยม” หรือประชาธิปไตย ห้ามยึดหลัก “อำนาจนิยม” เด็ดขาด อำนาจหน้าที่หลักของ กกต.คือการควบคุมการเลือกตั้งให้สุจริต และเที่ยงธรรม ไม่ใช่การควบคุมพรรคการเมือง หรือการจ้องจะยุบพรรค แต่ กกต.ต้องส่งเสริมให้พรรคเข้มแข็งประเทศประชาธิปไตยที่พัฒนา ไม่มีกฎหมายจ้องยุบพรรค เพราะถือเป็นเสรีภาพของประชาชน เช่นเดียวกับเสรีภาพในการแสดงความเห็น แต่บางประเทศมีกฎหมายยุบพรรคได้ ในความผิดฐานเป็นปฏิปักษ์ประชาธิปไตย เช่น พรรคนาซีใหม่ ที่ยึดหลักเผด็จการนาซีฮิตเลอร์ ส่วนไทยเปิดอ้าซ่าเพื่อการยุบพรรคการกระทำผิดที่อาจนำไปสู่การ ยุบพรรค มีทั้งยินยอมให้ “คนนอก” ที่ไม่ใช่สมาชิกพรรค เข้าควบคุม ครอบงำ หรือชี้นำพรรค หรือการรับบริจาคเงินที่ได้มาโดยมิชอบ หรือการกู้เงินจากผู้นำพรรค ที่ทำให้พรรคอนาคตใหม่ถูกยุบ การขับนายปดิพัทธ์ออกจากพรรคก้าวไกล ก็มีผู้ร้อง ป.ป.ช.ให้พิจารณาโทษการยุบพรรคในประเทศที่อ้างว่าเป็น “ประชาธิปไตย” จะต้องเป็นการทำผิดร้ายแรงจริงๆ เช่นการล้มล้างระบอบประชาธิปไตย หรือกระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อประชาธิปไตย ถ้าเปิดช่องให้ยุบแบบมั่วๆ จะกลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง ล้มคู่แข่ง ผู้ยุบพรรคเป็นผู้ล้มประชาธิปไตยเสียเอง.คลิกอ่านคอลัมน์ “บทบรรณาธิการ” เพิ่มเติม