การศึกษาว่าดาวแต่ละดวงเกิดและตายในกาแล็กซีได้อย่างไร และดาวดวงใหม่เกิดจากเศษดาวฤกษ์เก่าอย่างไร หรือกาแล็กซีเติบโตได้อย่างไร จัดว่าเป็นประเด็นสำคัญในชุมชนดาราศาสตร์ เนื่องจากสิ่งเหล่านี้จะให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับรากฐานของจักรวาล โดยเฉพาะกระจุกกาแล็กซี ถือเป็นหนึ่งในโครงสร้างที่ใหญ่ที่สุดในจักรวาล เป็นกลุ่มของกาแล็กซีมากกว่า 100 แห่งมารวมตัวยึดโยงกันด้วยแรงโน้มถ่วงกุญแจสำคัญประการหนึ่งในการทำความเข้าใจเรื่องนี้คือการสังเกตบรรพบุรุษของกระจุกกาแล็กซีหลังจากการกำเนิดของจักรวาลไม่นาน บรรพบุรุษของกระจุกกาแล็กซีถูกเรียกว่าโปรโตคลัสเตอร์ (protoclusters) หรือกระจุกกาแล็กซีในช่วงแรกรุ่น กลุ่มกาแล็กซีพวกนี้จะอยู่ไกล ซึ่งแสงจากกาแล็กซีที่ห่าง 13,000 ล้านปีแสง จะใช้เวลา 13,000 ล้านปี เพื่อเดินทางมายังโลก สิ่งที่นักดาราศาสตร์จะสังเกตได้ในตอนนี้คือ กาแล็กซีนั้นมีลักษณะอย่างไรเมื่อ 13,000 พันล้าน ปีก่อน ล่าสุด ทีมวิจัยนำโดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ทาคุบะ ฮาชิโมโตะ จากมหาวิทยาลัยสึกุบะ ในญี่ปุ่น และนักวิจัยจากศูนย์ชีววิทยาดาราศาสตร์สเปนเผยว่า หลังจากใช้กล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เวบบ์ ร่วมกับกล้องโทรทรรศน์วิทยุอัลมาตรวจสอบแกนกลางกระจุกกาแล็กซีในช่วงแรกรุ่นชื่อ A2744z7p9OD อยู่ห่าง 13,140 ล้านปีแสง ทีมประสบความสำเร็จตรวจพบกลุ่มอะตอมออกซิเจนจากกาแล็กซี 4 แห่งในบริเวณพื้นที่ 4 มุม ซึ่งระยะทางของกาแล็กซีทั้ง 4 ห่างจากโลก 13,140 ล้านปีแสงนอกจากนี้ยังพบการมีอยู่ของฝุ่นจำนวนมากในกาแล็กซีเหล่านั้น เชื่อกันว่าฝุ่นในกาแล็กซีมีต้นกำเนิดจากการระเบิดของซุปเปอร์โนวาในช่วงสิ้นสุดวิวัฒนาการของดาวฤกษ์มวลมากในกาแล็กซีนั้นๆ ซึ่งฝุ่นเป็นแหล่งวัสดุในการก่อตัวดาวดวงใหม่ สิ่งนี้บ่งชี้ว่าดาวฤกษ์รุ่นแรกๆ หลายดวงในกาแล็กซีใน A2744z7p9OD ได้ตายไป.(Credit : National Astronomical Observatory of Japan)อ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่