เข้าใจว่า นายกฯเศรษฐา ทวีสิน คงร้อนอกร้อนใจที่จะแก้ปัญหา เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในรัฐบาลชุดใหม่ จึงจำเป็นเร่งรัดนโยบายทางด้านเศรษฐกิจที่ไปหาเสียงเอาไว้บนเวทีหาเสียงเลือกตั้งให้ครบถ้วน โดยเฉพาะเงินดิจิทัล 10,000 บาท ค่าแรง 600 บาท รายได้ต่อครัวเรือน 20,000 บาท เงินเดือนปริญญาตรี 25,000 บาท พักหนี้เกษตรกรทั้งต้นทั้งดอก 3 ปี ถ้าทำไม่ได้ตามสัญญาก็ต้องม้วนเสื่อกลับบ้านตั้งแต่ยกแรกประเด็นก็คือ พูดได้แต่ทำยาก ประการแรก เม็ดเงินงบประมาณที่จะต้องใช้ในโครงการต่างๆ เฉพาะเงินดิจิทัลก็กว่า 5.6 แสนล้านเข้าไปแล้ว พักหนี้เกษตรกรทั้งต้นทั้งดอกอีก 3 ปี ยิ่งหนักเข้าไปอีก เพราะเม็ดเงินจะไม่มีการหมุนเวียนในระบบส่วนนี้เป็นจำนวนมหาศาล รวมไปถึงหนี้เสียที่จะตามมาเงินเดือนปริญญาตรี 25,000 บาท และ ค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาทต่อวัน คนที่เดือดร้อนคือพนักงานลูกจ้าง ที่จะตกงาน เพราะนายจ้างสามารถหาแรงงานที่มีค่าแรงต่ำกว่านี้ จากสภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำ ทำให้นโยบายไม่ประสบความสำเร็จในการนำไปปฏิบัติ นอกเสียจากว่ารัฐจะชดเชยค่าจ้างให้กับพนักงานและผู้ใช้แรงงานในส่วนที่ขาดไปจากการได้รับค่าจ้างจากนายจ้าง ซึ่งก็มีปัญหาตามมาอีกหลายขั้นตอนเศรษฐกิจปากท้องเฉพาะหน้า ค่าไฟฟ้า ราคาน้ำมัน เป็นปัญหาดินพอกหางหมู รัฐต้องเอาเงินจากกองทุนพลังงานมาชดเชย และต้อง หาเงินไปใช้หนี้กองทุนพลังงาน อัฐยายซื้อขนมยาย เป็นงูกินหาง เกิดเหตุการณ์น้ำมันดิบในตลาดโลก ขึ้นมาเมื่อไหร่ พากันเจ๊งทั้งระบบ เพราะที่ผ่านมาไม่มีการแก้ไขปัญหาพลังงานทั้งระบบ แต่เป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเพื่อลดภาระความเดือดร้อนของประชาชน และสร้างวัฒนธรรมรอความช่วยเหลือจากภาครัฐของชาวบ้าน โดยที่ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงนพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ประธานคณะกรรมการนโยบายพรรคเพื่อไทย ยืนยันว่า รัฐบาลพร้อมที่จะแถลงนโยบายต่อสภาในวันที่ 11 ก.ย.นี้เลย เพื่อให้ทันประชุม ครม.นัดแรกในวันที่ 12 ก.ย. ซึ่งจะต้องมีการประสานงานกับ รมต.ที่เกี่ยวข้อง และสำนักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติซึ่งนโยบายเร่งด่วนที่สำคัญก็คือ เศรษฐกิจโดยรวม ซึ่งนายกฯเศรษฐา เดินสายไปพบปะหารือกับภาคธุรกิจเพื่อเตรียมความพร้อม โดยเฉพาะการท่องเที่ยว ที่เป็นประตูหลักรับรายได้เข้าประเทศ ซึ่งซบเซามาตั้งแต่เกิดการระบาดของโควิด-19 รวมทั้งเรื่องหนี้สินเกษตรกรที่เคยมีการพูดคุยกันไว้บ้างแล้วเป็นที่รับรู้กันอยู่ว่า เศรษฐกิจโลกในเวลานี้มีปัญหาจากภาวะเงินเฟ้อ และทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจหดตัวเหมือนกันทุกประเทศ รวมทั้งประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่างจีนและสหรัฐฯ เพราะฉะนั้นการพึ่งพาแหล่งรายได้จากต่างประเทศจะมีสัดส่วนที่ลดลง รวมทั้งการท่องเที่ยวแม้จะมีการเปิดประเทศหลังการระบาดของโควิด-19 แล้วก็ตาม แต่จำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้ต่อหัวของนักท่องเที่ยวกลับไม่เป็นไปตามเป้าหมาย การส่งออกก็ช็อตเพราะฉะนั้นรัฐบาลจะต้องปรับนโยบายการใช้งบประมาณอย่างมีสติให้คุ้มค่าทุกบาททุกสตางค์ด้วย.หมัดเหล็กmudlek@thairath.co.thคลิกอ่านคอลัมน์ "คาบลูกคาบดอก" เพิ่มเติม