“สุเทพ” ยิ้มร่า ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองชั้นอุทธรณ์พิพากษายืน ยกฟ้องฮั้วประมูลก่อสร้าง โรงพัก 396 หลัง และแฟลตตำรวจ มูลค่าความเสียหายกว่า 5.8 พันล้านบาท เจ้าตัวลั่นที่เคยออกมาเดินขบวนเพราะต่อต้านการคอร์รัปชัน ดังนั้น ยืนยันว่าไม่ประพฤติปฏิบัติอะไรที่เป็นการทุจริตคอร์รัปชันแน่นอนที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (ศาลฎีกา อม.) เมื่อช่วงสายวันที่ 22 ส.ค.ศาลนัดอ่านคำพิพากษาชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลฎีกา อม.ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 195 วรรคสอง ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ อดีตรักษาราชการ ผบ.ตร. พล.ต.ต.สัจจะ คชหิรัญ พ.ต.ท.สุริยา แจ้งสุวรรณ์ บริษัท พีซีซี ดีเวลล็อปเม้นท์ แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด และนายวิศณุ วิเศษสิงห์ เป็นจำเลยที่ 1-6 กรณีร่วมฮั้วประมูลโครงการก่อสร้างสถานีตำรวจทดแทน จำนวน 396 แห่ง และโครงการก่อสร้างอาคารที่พัก หรือแฟลตตำรวจ โดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เดินทางมาศาลฎีกาพร้อมทนายความ ในเวลา 09.20 น.มีนายถาวร เสนเนียม อดีตแกนนำ กปปส. มารอพร้อมนายสวัสดิ์ เจริญผล เพื่อฟังคำวินิจฉัยชั้นอุทธรณ์ในคดีดังกล่าว โดยมีมวลชนผู้สนับสนุนมาเป่านกหวีดและส่งเสียงให้กำลังใจนายสุเทพกล่าวก่อนเข้าไปในศาลว่า ในศาลฎีกาชั้นต้น มีคำพิพากษาว่าไม่มีความผิดตามที่ ป.ป.ช. กล่าวอ้าง เดิมทีเมื่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญามีคำพิพากษา ถือว่าคดีความสิ้นสุด แต่มีการแก้กฎหมายให้สามารถยื่นอุทธรณ์ได้ วันนี้จะเป็นศาลสุดท้ายแล้ว ต้องรอฟังว่าคำพิพากษาของศาลจะเป็นอย่างไร ส่วนตัวไม่มีความกังวลและมั่นใจ เนื่องจากว่าที่พวกตนออกมาเดินขบวน เพราะต่อต้านการคอร์รัปชั่น ยืนยันว่าไม่ประพฤติปฏิบัติอะไรที่เป็นการทุจริตคอร์รัปชันแน่นอนสำหรับคดีของนายสุเทพ คดีนี้ ป.ป.ช.ฟ้องว่า ระหว่างวันที่ 9 มิ.ย.2552-18 เม.ย.2556 จำเลยที่ 1 และที่ 2 เปลี่ยนแปลงแนวทางจัดซื้อจัดจ้างโครงการก่อสร้างอาคารที่ทำการสถานีตำรวจทดแทน จำนวน 396 หลัง จากราคาภาคแยกสัญญามาเป็นการรวมจัดจ้างก่อสร้างไว้ที่ส่วนกลางสัญญาเดียว จำเลยที่ 5 เป็นผู้ชนะการประกวดราคา โดยจำเลยที่ 6 ยื่นเอกสารบัญชีแสดงปริมาณวัสดุและราคาได้เสนอราคาต่ำอย่างผิดปกติ จำเลยที่ 3-4 ในฐานะคณะกรรมการประกวดราคาไม่ตรวจสอบราคาที่ผิดปกติดังกล่าว และได้นำเอกสารบัญชีแสดงปริมาณวัสดุและราคานั้นไปใช้ในการขออนุมัติจ้างและใช้ประกอบเป็นเอกสารแนบท้ายสัญญา ต่อมาจำเลยที่ 5 ก่อสร้างไม่แล้วเสร็จตามสัญญาเป็นเหตุให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเสียหาย ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1, 2 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ลงโทษจำเลยที่ 3, 4 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151, 157 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 10, 12 กับลงโทษจำเลยที่ 5, 6 ในฐานะผู้สนับสนุนการกระทำผิดจากนั้นเมื่อวันที่ 20 ก.ย.2565 องค์คณะศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิจารณาแล้วเห็นว่าจำเลยไม่มีความผิด ยกฟ้องจำเลยทั้งหมด และต่อมา ป.ป.ช.ได้ขออุทธรณ์ต่อมาองค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์อ่านคำวินิจฉัยเห็นพ้องตามศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองวินิจฉัยมาแล้ว จึงพิพากษายืนยกฟ้องจำเลยที่ 1-6 ซึ่งหลังฟังคำพิพากษา นายสุเทพได้เดินออกมาจากศาลอย่างอารมณ์ดีและโบกมือให้ผู้ที่มารอให้กำลังใจ ก่อนขึ้นรถกลับไปสำหรับคดีทุจริตการก่อสร้างสถานีตำรวจ หรือโรงพักทดแทน 396 แห่ง และแฟลตตำรวจ 163 หลัง รวมมูลค่าความเสียหาย 5,848 ล้านบาท ที่ยืดเยื้อมากว่า 10 ปี ถูกเปิดเผยขึ้นเมื่อ พ.ย.2555โดยนายชูวิทย์ กลมวิศิษฎ์ สส. บัญชีรายชื่อ พรรครักประเทศไทย ในขณะนั้น อภิปรายถึงความไม่ชอบมา พากลของโครงการนี้ต่อรัฐบาลพรรคเพื่อไทย โดยระบุมีระยะเวลาเหลืออีกเพียงเดือนเศษจะครบกำหนดสิ้นสุดสัญญา แต่การก่อสร้างยังไม่คืบหน้าเพราะผู้รับเหมาทยอยทิ้งงาน โรงพักหลายแห่งมีแต่เสา บางแห่งยังเป็นที่ว่างเปล่า ไร้การก่อสร้างใดๆ ทำให้เกิดความเสียหายต่อราชการอย่างมาก และพบมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบสัญญาจ้างรวมกันจากส่วนกลางในครั้งเดียวเมื่อมีการตามขุดคุ้ยต่อเนื่อง พบว่าการทำสัญญาเกิดขึ้นในสมัยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นนายกรัฐมนตรี มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ซึ่งในขณะนั้นเป็นรองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ถูกกล่าวหาคนสำคัญ เนื่องจากเป็นผู้อนุมัติโครงการนี้เมื่อเดือนมิถุนายน 2552 ด้วยวงเงินงบประมาณไทยเข้มแข็งจำนวน 5,848 ล้านบาท แต่การก่อสร้างเริ่มเมื่อเดือนมีนาคม 2554 เมื่อใกล้สิ้นสุดสัญญาในปี 2556 การก่อสร้างกลับไม่คืบหน้า จนนำไปสู่การส่งเรื่องให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) สมัยนายธาริต เพ็งดิษฐ์ เป็นอธิบดี รวบรวมพยานหลักฐาน และเสนอคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการสอบสวนในปี 2556 และหลังคดีลากยาวมาร่วม 5 ปี กระทั่งวันที่15 ส.ค.2561 ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด นายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับพวก กรณีโครงการก่อสร้างสถานีตำรวจทดแทน 396 หลัง และแฟลตตำรวจ 163 หลัง แต่อัยการสั่งไม่ฟ้อง ทำให้ ป.ป.ช.เป็นโจทก์ยื่นฟ้องคดีเองต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เมื่อวันที่ 30 พ.ย.2564 ด้วยฐานความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ มีจำเลย 6 คน ประกอบด้วย นายสุเทพ เทือกสุบรรณ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ อดีตรักษาราชการ ผบ.ตร. พล.ต.ต.สัจจะ คชหิรัญ พ.ต.ท.สุริยา แจ้งสุวรรณ์ บริษัท พีซีซี ดีเวลล็อปเม้นท์ แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด และนายวิศณุ วิเศษสิงห์ หลังจากใช้เวลาไต่สวนไม่ถึงปี กระทั่งวันที่ 20 ก.ย.2565 ศาลฎีกาได้ยกฟ้องจำเลยทั้งหมด แต่ ป.ป.ช.ยื่นอุทธรณ์คดีต่อ นำมาสู่การนัดอ่านคำพิพากษาในวันที่ 22 ส.ค.2566 โดยศาลฎีกาพิพากษายืนยกฟ้องจำเลยทั้ง 6