วันอาสาฬหบูชาตรงกับวันขึ้น 15 คํ่าเดือน 8 เป็น วันที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้แสดงธรรมเป็นครั้งแรกเรียกว่า “ปฐมเทศนา” แก่ปัญจวัคคีย์ชื่อว่า “ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร” ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี ชมพูทวีป (ประเทศอินเดีย) ก่อนพุทธศักราช 45 ปี โดยแสดงหลักธรรม 2 ประการคือ การใช้ชีวิตเดินทางสายกลางเรียกว่ามัชฌิมาปฏิปทาไม่ต้องใช้ชีวิตที่สุดโต่ง ประการแรก คือ กามสุขัลลิกานุโยค หมายถึงการหมกมุ่นมัวเมาอยู่ในกามสุข และ ประการที่สอง คือ อัตตกิลมถานุโยค หมายถึงการทรมานสร้างความลำบากให้แก่ตนเองชีวิตของคนเราจึงควรเดินทางสายกลางเรียกว่า “อริยอัฏฐังคิกมัคค์หรือมรรคมี 8 ประการ” ประกอบด้วยมีความเห็นชอบ มีความดำริชอบ มีวาจาชอบ มีหน้าที่การงานชอบ มีการเลี้ยงชีวิตชอบ มีความเพียรพยายามชอบ มีการระลึกชอบและมีจิตตั้งมั่นชอบรวมถึงทรงแสดงธรรมะชื่อว่า “อริยสัจ 4” ความจริงอันประเสริฐสี่ประการได้แก่ ทุกข์คือความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ สมุทัยคือเหตุให้เกิดทุกข์ นิโรธคือการดับทุกข์และมรรคคือหนทางปฏิบัติเพื่อดับทุกข์พระมหาสมัย จินฺตโฆสโก ประธานมูลนิธิกลุ่มแสงเทียนเจ้าอาวาสวัดบางไส้ไก่ กทม. บอกว่า เมื่อพระพุทธองค์ได้ทรงแสดงปฐมเทศนาจบ ปรากฏว่าโกณฑัญญะผู้เป็นหัวหน้าปัญจวัคคีย์ได้รู้แจ้งเห็นธรรมเรียกว่า “ธรรมจักษุ” คือเข้าใจในกระบวนการของเหตุและปัจจัยว่า...“สิ่งใดมีการเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นย่อมมีความดับไปเป็นธรรมดา” ได้บรรลุธรรมเป็นพระอริยบุคคลจึงขออุปสมบทกับพระพุทธองค์โดยวิธี “เอหิภิกขุอุปสัมปทา” คือพระพุทธเจ้าบวชให้ด้วยพระองค์เอง ด้วยการตรัสว่า.... พระมหาสมัย จินฺตโฆสโก“ท่านจงเป็นภิกษุมาเถิด ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว ท่านจงประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อทำที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบเถิด” พระรัตนตรัยจึงเกิดขึ้นครั้งแรกในโลกเป็นต้นมาจนตราบเท่าทุกวันนี้“พระรัตนตรัย” หมายถึงแก้วอันประเสริฐสามประการคือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์“พระพุทธ”...คือพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นพระบรมศาสดาของศาสนาพุทธ “พระธรรม”...คือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า และ “พระสงฆ์”...คือสาวกของพระพุทธเจ้านั่นเอง“เมื่อเรารำลึกถึงพระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณและพระมหากรุณาธิคุณของพระพุทธองค์ได้เช่นนี้แล้ว เราควรน้อมนำเอาหลักธรรมเหล่านี้มาประยุกต์ใช้ในชีวิตและหน้าที่การงานประจำวัน น้อมนำเอาแต่สิ่งที่ดีตามคำหลักธรรมคำสอนของพระพุทธองค์มาฝังลึกไว้ในจิตใจ”...จะได้นำไปสู่ความสุขและความเจริญ ความสงบร่มเย็นในชีวิตและสังคม โลกเราจะร่มเย็นดับเข็ญด้วยพระพุทธศาสนา“ทุกชีวิตที่เกิดมาย่อมมีการแก่การเจ็บและการตายเป็นธรรมดา แต่ในห้วงที่มีชีวิตอยู่นี้ เราควรจะใช้ชีวิตที่เกิดมาให้คุ้มค่าจนเกิดประโยชน์ทั้งแก่ตนเองและแก่ผู้อื่น อย่าได้ใช้ชีวิตที่ตั้งอยู่บนความประมาท ไม่ว่าจะประมาทในเพศในวัย ประมาทในการใช้อิริยาบถทั้งสี่คือ ยืน เดิน นั่ง นอน ประมาทในการใช้ยวดยานพาหนะ” ประมาทในการบริโภคปัจจัยสี่คืออาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ขอจงอุปโภคและบริโภคสิ่งเหล่านี้ด้วยการมีสติ...ไม่ประมาท อย่าลุ่มหลงในการอุปโภคและบริโภคจนนำมาซึ่งความทุกข์...ความเดือดร้อนในภายหลังอย่าได้คิดและสำคัญผิดว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับเรานี้จะอยู่คู่กับตัวเราตลอดไป ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นแล้วย่อมมีการแปรปรวนไปในท่ามกลางและดับสลายไปในที่สุด ขอจงอย่ายึดมั่นจนกลายเป็นทุกข์ การใช้ชีวิตทุกอย่างอย่าได้เคร่งครัดจนเกินไปและอย่าได้หย่อนยานจนเกินไปขอจงเดิน “ทางสายกลาง” จึงจะมีความสุขและเป็นประโยชน์ที่สุด คุ้มค่ากับการเกิดมาเป็น “มนุษย์” คือสัตว์ผู้ประเสริฐเทศกาลสำคัญทางพระพุทธศาสนามีติดต่อกันถึง 2 วันคือ“วันอาสาฬบูชา” และ “วันเข้าพรรษา” เช่นนี้ พระมหาสมัย ย้ำว่าชาวพุทธจึงควรเรียนรู้หลักธรรมคำสอนของพระพุทธองค์แล้วน้อมนำไปสู่การปฏิบัติในฐานะที่เป็น “ชาวพุทธ”หลักธรรมคำสอนทุกข้อนั้นสำคัญ เราจะต้องศึกษาให้เข้าใจแล้วนำไปปฏิบัติให้ถูกต้อง จะสามารถปฏิบัติได้มากหรือน้อยก็เป็นความสามารถของแต่ละคน อย่าได้เอาตนเองเป็นที่ตั้งหรืออย่าได้เอาคนอื่นมาเป็นที่ตั้ง...เพราะคนเราย่อมมีความรู้ ความสามารถที่ไม่เหมือนกัน หรือไม่เท่าเทียมกันนับรวมไปถึงศาสนพิธีคือ “พิธีทางศาสนา” อาจจะมีความแตกต่างกันอยู่บ้าง แต่สุดท้ายก็คือพิธีที่จะก่อให้เกิดความศรัทธาความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนานั่นเอง ยิ่งศึกษาเล่าเรียนได้ชัดเจน...ปฏิบัติธรรมได้อย่างลึกซึ้งแล้วล้วนแต่จะก่อให้เกิดการเข้าถึงธรรมและบรรลุธรรมตามบุญบารมีของตนเองได้ดีมากขึ้น...“อรหันตมรรคและอรหันตผล” จึงเป็นที่สุดของชาวพุทธการทำบุญ การทำทาน การรักษาศีล เจริญจิตตภาวนาเป็นหัวใจเบื้องต้นในการทำความดี จะทำบุญกับพระภิกษุสามเณรรูปใดและกับวัดวาอารามใด? ชาวพุทธก็สามารถเลือกได้ตามศรัทธาทั้งที่อยู่ใกล้บ้านใกล้ชุมชนหรือไกลบ้านไกลชุมชน เมื่อศรัทธาเกิดขึ้นมาแล้วควรจะทำบุญอันประกอบด้วย “ปัญญา”ขอจงใช้ปัญญาพิจารณาไตร่ตรอง อย่าให้วัตถุทานหรือธรรมทานนั้นกลายเป็น “โทษ” แก่ผู้รับในภายหลัง ขอจงทำบุญเพื่อสนับสนุนให้องค์กรหรือหน่วยงานนั้นได้รับประโยชน์ จะได้กลับคืนมาสนองต่อความจำเป็นและความต้องการของสังคมก่อให้เกิดประโยชน์ในระยะยาวแต่ถ้า “ทำบุญ” กับ “ตัวบุคคล” แล้วก็ขอให้พอสมควร ขอจงมีสติอย่าได้หลับหูหลับตาทำบุญอย่างเดียว มิเช่นนั้นเราจะเสียใจในภายหลังเมื่อผู้รับเกิดไม่อยู่ในศีลในธรรม? “การทำทานก็เช่นเดียวกัน การให้ความช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสหรือผู้ตกทุกข์ได้ยากจริงๆนั้นก่อให้เกิดประโยชน์ต่อมนุษย์เพื่อนร่วมโลกได้อย่างดี ผู้ให้ก็ได้รับความสุขเมื่อได้แบ่งปัน ผู้รับก็ได้รับความสุขเพราะความเดือดร้อนที่เคยมีมานั้นได้มีคนใจบุญมาช่วยเหลือ”มนุษย์เราเป็น “สัตว์สังคม” จำเป็นต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน การแบ่งปันจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง การที่เราได้ให้สิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิตแก่คนอื่น ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของหรือเรียกว่า “วัตถุทาน” หรือให้ความรู้ความเข้าใจในการแก้ปัญหาชีวิตถือว่าเป็น “ธรรมทาน”การทำทานไม่ว่าจะเรียกว่าการอนุเคราะห์หรือสงเคราะห์ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ดี ชีวิตของเราจึงควรมีคำว่า “ให้” อยู่ตลอดเวลา ความสุขและประโยชน์ก็จะเกิดขึ้นกับทั้งตัวเราและคนอื่น“ทำบุญทำทานตามเทศกาลในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาได้แล้วเช่นนี้ ความสุข...ความเจริญ ความร่มเย็นในชีวิตและครอบครัวก็จะติดตามมา เพราะบุญคือการกระทำความดีตามหลักธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ เราจะได้ชื่อว่าเป็นผู้อุปถัมภ์ค้ำจุนพระพุทธศาสนาเป็นผู้เชิดชูพระพุทธศาสนาเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดี”ขอ “พระรัตนตรัย” จงเป็นที่พึ่ง...ส่องสว่างอยู่ในจิตใจของชาวพุทธ เพื่อจะได้ขจัดเหตุเภทภัยและชี้ทางสว่างไสวให้กับชาวพุทธอยู่คู่กับคนไทย สังคมไทยและโลกมนุษย์ตลอดไปเทอญ.คลิกอ่านคอลัมน์ "สกู๊ปหน้า 1" เพิ่มเติม