วันนี้ตรงกับ วันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 เป็น “วันอาสาฬหบูชา” วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาของชาติไทยและพุทธศาสนิกชนคนไทย เป็นวันที่ สมเด็จพระบรมศาสดาพระพุทธเจ้า ทรงประกาศพระพุทธศาสนาเป็นวันแรกในโลก หลังจากที่ทรงตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง เป็นวันที่ทรงแสดงพระปฐมเทศนาวันแรกในโลก คือ พระธัมมจักกัปปวัตตนสูตร แก่ปัญจวัคคีย์ พระอัญญาโกณฑัญญะ บรรลุธรรมเป็นโสดาบันจึงขอบวชเป็น พระสาวกองค์แรกในโลก โดย พระพุทธเจ้า ทรงบวชให้ด้วยพระองค์เอง ก่อเกิดเป็น พระรัตนตรัย คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เกิดขึ้นเป็นวันแรกในโลกวันมงคลนี้ผมขอนำเรื่อง ไตรลักษณ์ จากหนังสือ พุทธธรรมฉบับเดิม ของ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ป.อ.ปยุตโต มาเล่าสู่กันฟังนะครับ เข้ากับบรรยากาศการเมืองช่วงนี้ดีกฎไตรลักษณ์ ถือเป็นกฎธรรมชาติ ชุดหนึ่งที่ พระพุทธเจ้า ทรง สอนไว้คือ สิ่งทั้งหลายมีอาการที่เป็นไปตามปัจจยาการ หรือ อาการที่เป็นไปตามเหตุปัจจัย ที่มีลักษณะ เป็นอนิจจา (สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง) เป็นทุกขา (คงทนอยู่ไม่ได้-เกิดขึ้นมีอยู่แล้วก็ดับไป) เป็นอนัตตา (ความไม่มีตัวตน ไม่เป็นไปในอำนาจ ไม่อยู่ใต้อำนาจการครอบครองของใครที่จะไปสั่งบังคับให้เป็นไปตามปรารถนาได้) ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกต่างมีภาวะของมันเอง ที่เกิดจากเหตุปัจจัย และเป็นไปตามเหตุปัจจัย ถ้า “อัตตา” มีจริง สิ่งทั้งหลายก็ไม่อาจเป็นไปตามเหตุปัจจัย แต่เมื่อสิ่งทั้งหลายเป็นไปตามเหตุปัจจัย อัตตาก็อาจจะไม่มี เหมือนอย่างกำปั้น มีเพราะกำมือ พอแบมือเหยียดนิ้วออกไป กำปั้นก็หายไป หมัดก็ไม่มีในทางปฏิบัติ การดำเนินชีวิตของมนุษย์ เมื่อมีปัญญารู้และเข้าใจความจริงตามธรรมดาและสภาวะแล้ว ก็จะรู้จักการดำเนินชีวิตไปในทางที่ถูกต้อง นำความรู้ความเข้าใจในสัจธรรมนี้ไปใช้ประโยชน์ในการ ปฏิบัติจริยธรรม เป็นการดำเนินชีวิตในทางสายกลาง “มัชฌิมาปฏิปทา” คือ รู้ทันว่า การถืออัตตาตัวตนนั้น เป็นเรื่องของมนุษย์ที่ยึดถือด้วยอวิชชา ตัณหาอุปทาน ซึ่งไม่ตรงกับความเป็นจริง ถ้าอยู่แค่กับความอยากความยึดถือนั้น ก็ไม่มีอะไรสำเร็จตามปรารถนา แต่จะต้องเจอกับสภาพฝืนใจที่ย้อนกลับมาบีบคั้นตัวเองให้มีทุกข์อัดอั้นบอบช้ำใจดังนั้น คนที่มีปัญญา รู้และเข้าใจความจริงแห่งธรรมดาของสิ่งทั้งหลายที่เป็นไปตามเหตุและปัจจัยแล้ว ก็จะไม่มัวเมาอยู่กับความปรารถนาที่ไม่สมใจ ได้แค่โอดครวญพร่ำเพ้อ เพราะสิ่งทั้งหลายไม่เป็นไปตามใจของเรา แต่มันเป็นไปตามเหตุปัจจัยของมัน เราจึงต้องจัดการมันด้วยปัญญาที่รู้และเข้าใจ ทำให้ตรงกับเหตุและปัจจัยแต่ มนุษย์มักมีจิตใจที่มีความอยากความปรารถนาเป็นใหญ่ มนุษย์มักเข้าไปจัดการกับสรรพสังขารในโลกด้วยการเอาความอยากความปรารถนาเป็นตัวกำหนด เมื่อจำเป็นก็เอาปัญญาไปใช้สนองหรือรับใช้ความปรารถนานั้น ไม่ใช้ปัญญาเป็นใหญ่เพื่อชี้นำบอกทางจึงทำให้ ความอยากความปรารถนา ออกมาในสภาวะที่เรียกว่า “ตัณหา” ซึ่งเป็นชุดของ “อวิชชา-ตัณหา-อุปทาน” จนเกิดปัญหาและภาวะแห่งทุกข์ จุดแยกสำคัญก็คือ การให้ มีปัญญาเป็นใหญ่ เพื่อลดละวิถีชีวิตที่มีปัญหาและผ่อนคลายความทุกข์หรือพ้นทุกข์สำหรับ มนุษย์ที่ไม่ยอมเข้าสู่วิถีแห่งปัญญา พูดง่ายๆก็คือ อยู่กับความปรารถนาของจิตใจ โดยไม่สนใจหรือเข้าใจความจริงของสิ่งทั้งหลาย ก็จะไม่มีทางหนีพ้นที่จะต้องเผชิญกับสภาพความเป็นจริงที่จะต้องเป็นไปอย่างนั้น เพราะ ชีวิตและโลกที่เขาอยู่ รวมอยู่ในสภาวะที่เป็นสรรพสังขาร ที่เป็นไปตาม “กฎธรรมชาติ” ทั้ง ไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) และ ปัจจยาการ (การเป็นไปตามเหตุและปัจจัย) ไม่มีทางหลีกพ้นไปได้ วิถีการเมืองก็เช่นเดียวกัน ล้วนเป็นไปตามเหตุและปัจจัยทางการเมือง ไม่มีทางที่จะเอาแต่ใจ ถ้าไม่ใช้ปัญญาถ้าปล่อยให้ “ตัณหา” ครอบงำ “จิตใจ” สุดท้ายก็ต้องไปจบลงที่ “ทุกข์” แน่นอน.“ลม เปลี่ยนทิศ”คลิกอ่านคอลัมน์ "หมายเหตุประเทศไทย" เพิ่มเติม