แม้จะได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น “สมเด็จพระราชินีคามิลลา” ครองราชบัลลังก์เคียงคู่ “สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่สามแห่งสหราชอาณาจักร” แต่จากรายงานของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินบ่งชี้ว่า ควีนองค์ใหม่จะไม่ได้รับเงินอุดหนุนประจำปีเทียบเท่ากับที่ “เจ้าชายฟิลิป” ทรงเคย ได้รับมาตลอด 70 ปี ในฐานะพระราชสวามีขององค์ประมุข “สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่สอง”ความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งในความพยายามของ “กษัตริย์ชาร์ลส์ที่สาม” ที่ทรงปรารถนาจะปฏิรูปสถาบันขนานใหญ่และรัดเข็มขัดราชวงศ์ โดยเริ่มจากการตัดลดจำนวนพระราชวงศ์ที่ทรงงานอย่างเป็นทางการ เพื่อให้รัฐบาลถวายความดูแลเรื่องงบประมาณให้เหลือแต่ผู้มีความสำคัญต่อการสืบสันตติวงศ์เท่านั้นเพื่อเป็นแบบอย่างแก่พระราชวงศ์ทั้งหลายและซื้อใจประชาชน จึงประเดิมด้วยการตัดเงินอุดหนุนประจำปีของคนข้างกาย “สมเด็จพระราชินีคามิลลา” จากเดิมที่ “เจ้าชายฟิลิป” ทรงเคยได้รับเงินอุดหนุนประจำปีราว 359,000 ปอนด์ คาดว่าภายใต้ยุคผลัดแผ่นดิน ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติพระราชกรณียกิจต่างๆของ “ควีนคามิลลา” จะเบิกเฉพาะจากเงินปีส่วนพระมหากษัตริย์ (Sovereign Grant) ไม่แตะต้องเงินจากภาษีของประชาชนเด็ดขาด เช่นเดียวกับสมาชิกอื่นๆของราชวงศ์ ก็จะต้องเข้าสู่โปรแกรมการรัดเข็มขัดครั้งใหญ่ เพื่อสะท้อนถึงพระวิสัยทัศน์ของ “กษัตริย์ชาร์ลส์ที่สาม” ที่ทรงมุ่งมั่นจะลดขนาดราชวงศ์ และปฏิรูปให้ทันยุคทันสมัยขึ้นทั้งนี้ ในปีการเงิน 2022-2023 ประมุขของสหราชอาณาจักรทรงได้รับการถวายเงินรายได้ประจำปีจากรัฐบาล หรือที่เรียกว่า “เงินปีส่วนพระมหากษัตริย์” (Sovereign Grant) เป็นจำนวนเงิน 86.3 ล้านปอนด์ โดย 10% จะนำไปใช้จ่ายเพื่อบูรณะซ่อมแซมพระราชวังบั๊กกิ้งแฮมถามว่าในอดีตที่ผ่านมาทำไมเจ้าอังกฤษใช้จ่ายเงินมากมายถึงปีละเกือบ 4,000 ล้านบาท ต้องบอกความจริงว่า “เงินปีส่วนพระมหากษัตริย์” ไม่ได้ใช้จ่ายเฉพาะกับองค์ประมุข แต่ยังต้องจัดสรรปันส่วนเพื่อนำไปใช้จ่ายหลากหลายด้านสำหรับการปฏิบัติพระราชกรณียกิจทางการต่างๆของกษัตริย์และเหล่าสมาชิกราชวงศ์ นอกจากนี้ ยังครอบคลุมถึงค่าบำรุงรักษาพระราชวังหลักๆ ซึ่งเป็นที่ประทับของเหล่าพระราชวงศ์ ไล่ตั้งแต่พระราชวังบั๊กกิ้งแฮม, พระราชวังเซนต์เจมส์, พระราชวังเคนซิงตัน, พระราชวังวินด์เซอร์ ไปจนถึงโรงรถพระที่นั่งและคอกม้าที่พระราชวังแฮมป์ตันคอร์ต หนักสุดก็เห็นจะเป็นค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ในการบูรณะซ่อมแซมพระราชวังบั๊กกิ้งแฮมที่ต้องดำเนินการต่อเนื่องหลายปีการถวายเงินปีส่วนพระมหากษัตริย์จะมากน้อยก็ขึ้นอยู่กับผลกำไรจากการบริหารงานของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ (Crown Estate) ซึ่งมีหน้าที่ดูแลทรัพย์สินในครอบครองของประมุขให้งอกเงยและมีมูลค่าเพิ่มขึ้น โดยส่วนใหญ่จะเป็นที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ มีกระจัดกระจายอยู่ทั่วทุกมุมของประเทศ กระนั้น ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ไม่ใช่พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ แต่เป็นของกษัตริย์ที่ครองราชย์อยู่ในตำแหน่ง หมายความว่าเจ้าอังกฤษไม่สามารถขายทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ตามอำเภอใจ เพื่อนำเงินไปเก็บไว้เป็นทรัพย์สินส่วนพระองค์ เพราะถือเป็นมรดกของแผ่นดิน แม้จะมีรายได้ส่วนพระองค์จากพระคลังข้างที่ (Privy Purse) ให้พอจับจ่ายใช้สอยได้อย่างอิสระภายใต้การบริหารจัดการของสำนักงานจัดการลงทุนทรัพย์สินส่วนพระองค์แห่งแลงคาสเตอร์ (Duchy of Lancaster) โดยทรงมีที่ดินในครอบครองมากกว่า 18,000 เฮกเตอร์ ครอบคลุมพื้นที่ทั้งในแลงคาสเตอร์และยอร์กเชียร์ เป็นเจ้าของสนามม้าแอสคอตในเบิร์กเชียร์ และอสังหาริมทรัพย์อีกเพียบใจกลางกรุงลอนดอน รวมถึงรายได้เสริมจากพระตำหนักซานดริงแฮมและบัลมอรัลที่ทรงถือครองเป็นการส่วนพระองค์ แต่ก็ต้องยอมรับว่าในฐานะหัวหน้าครอบครัวใหญ่ ดูแลปากท้องความเป็นอยู่ของสมาชิกหลายสิบชีวิต ไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลยที่จะแบกรับค่าใช้จ่ายมหาศาลขนาดนี้ ทันทีที่ขึ้นครองราชย์ จึงไม่แปลกที่ “กษัตริย์ชาร์ลส์ที่สาม” จะพุ่งเป้าไปที่การปฏิรูปสถาบันเป็นอันดับแรก พร้อมเสนอแบ่งกำไรจากการลงทุนธุรกิจโรงไฟฟ้าของราชวงศ์ให้ประชาชน แทนการนำเงินเข้าสู่ท้องพระคลัง.มิสแซฟไฟร์