วาทะยอดฮิตของข่าวอาชญากรรม ประจำเดือนมิถุนายน เห็นจะไม่มีวาทะยอดฮิตที่สุด ยิ่งกว่าคำกล่าวที่ว่า “เป้รักผู้การเท่าไหร่ ให้เขียนมา” เป็นข่าวคดีที่แก๊งตำรวจที่มี พล.ต.ต.ระดับผู้บังคับการภูธรจังหวัด เป็นหัวหน้าถูกแจ้งความกล่าวหา รีดเงินเว็บพนัน 140 ล้านบาท ในยุคสารพัดส่วยมีทั้งส่วยแก๊งจีนสีเทา ส่วยทาง หลวงแผ่นดิน ส่วยต่างด้าว แม้แต่ส่วยกล้วยทอด แม้แต่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. หรือ “บิ๊กโจ๊ก” ก็ต้องเดือดร้อน ต้องออกมาปฏิเสธข่าวไม่รู้จัก “เสี่ยเป้” หลังจากมีการปล่อยข่าวว่ามีนายตำรวจใหญ่ ชื่อย่อ “จ.” รับส่วยจากเว็บพนันเดือนละล้านบาทคดีนี้มีตำรวจตกเป็นผู้ต้องหานับสิบคน หลายคนปฏิเสธข้อหา ชุดสอบสวนส่วนใหญ่ตั้งข้อหา กระทำผิด ป.อาญามาตรา 157 ฐานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ต้องระวางโทษตั้งแต่ 1 ปี ถึง 10 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนข้อหาประจำน่าจะได้แก่โทษทางวินัย ซึ่งมักจะมีการย้ายฟ้าผ่า หรือย้ายตามปกติแต่มักจะไม่มีการตั้งข้อหา กระทำผิดตาม ป.อาญามาตรา 149 ฐานเป็นเจ้าพนักงาน เรียก รับ หรือยอมจะรับผลประโยชน์อื่นใด เพื่อกระทำการหรือไม่ กระทำการใดในตำแหน่ง ไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปี ถึง 20 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต หรือประหารชีวิต เป็นความผิดฐานรับสินบนมีคำพังเพยแบบไทยๆว่า “ไก่กินข้าวเปลือก คนกินสินบน” การรับสินบนเป็นโทษร้ายแรง สำหรับข้าราชการและนักการเมือง แต่ในคดีตำรวจรีดไถส่วยเว็บพนัน 140 ล้านบาท มีการตั้งข้อหาเพิ่มด้วย นั่นก็คือข้อหา “ปล้นทรัพย์” ตาม ป.อาญา มาตรา 340 จำคุก 10 ถึง 15 ปี หรือ 12 ถึง 20 ปีถ้าตำรวจผู้ใดโดนข้อหาปล้นทรัพย์ จะมีผลเป็นการเปลี่ยนสถานะในทันที เปลี่ยนจากผู้ที่ได้รับยกย่องเป็น “ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์” กลายเป็น “โจรปล้นประชาชน” ผู้เชี่ยวชาญที่คลุกคลีอยู่ในวงการตำรวจมานาน ฟันธงว่าเหตุที่มีคดีส่วยมากมายในวงการตำรวจ สาเหตุ สำคัญคือระบบอุปถัมภ์ การซื้อตำแหน่งสาเหตุที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง เนื่องจากที่ผ่านมากว่า 9 ปี ภายใต้รัฐบาลสืบทอดจากรัฐประหาร คสช. ไม่สนใจที่จะปฏิรูปตำรวจอย่างจริงจัง ทั้งที่รัฐธรรมนูญเขียนไว้ชัด ภายในหนึ่งปีนับแต่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2560 ต้องปฏิรูปตำรวจและกระบวนการยุติธรรม เสริมสร้างวัฒนธรรมให้มุ่งอำนวยยุติธรรมประชาชน.