โปรดเกล้าฯพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา 3 ก.ค. สำนักงานเลขาธิการสภาฯยันเตรียมสถานที่พร้อมรับบุคคลสำคัญร่วมรัฐพิธี “พรพิศ” ประสานทุกพรรค ส่วนใหญ่ เห็นพ้องให้นัดโหวตเลือกประธานสภาฯ 4 ก.ค. “ปิยบุตร” หวัง ก.ก.-พท.เคลียร์กันได้ลงตัว เก๋าเกมไม่เกี่ยวกับอายุยกเคส “อุทัย” เทียบดักคออย่าหักหลัง 26 ล้านเสียง มั่นใจก้าวไกลไม่ถูกโดดเดี่ยว พท.ยังออกลีลาขอคุยกันภายในก่อน ดับฝันตาอยู่มีแค่ 180 กว่าเสียง “สุชาติ” สับขาหลอกหลบนักข่าวสรุปยอด ส.ส.รับหนังสือรับรองแล้ว 499 คน เหลือ “อนุชา” คนเดียวติดภารกิจที่ญี่ปุ่น “เสี่ยหนู” ปัดสูตรมี ภท.ไม่มี ก.ก. เย้ยใครคิดไปดีล “เนวิน” คิดผิด “อภิสิทธิ์” ขอคน ปชป.เป็นเอกภาพฟื้นพรรค นิติฯ มธ.จัดรำลึก 91 ปีประชาธิปไตย “โภคิน-อภิสิทธิ์-ปิยบุตร” รุมถล่ม รธน.ฉบับสืบทอดอำนาจ “เจษฎ์” รีบป้อง แนะจ้างคนเขียน รธน. แทน ส.ส.ร.มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภาตั้งแต่วันที่ 3 ก.ค.2566 เป็นต้นไป ขณะที่นางพรพิศ เพชรเจริญ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ประสานไปยังทุกพรรค การเมือง ส่วนใหญ่เห็นพ้องให้เรียกประชุมสภาผู้แทน ราษฎรครั้งแรกในวันที่ 4 ก.ค. เพื่อเลือกตำแหน่งประธาน สภาผู้แทนราษฎรและรองประธานสภาฯกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา 3 ก.ค.เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา พ.ศ.2566 ระบุว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามา ธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่ได้มีการเลือกตั้ง ส.ส.เป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 14 พ.ค.2566 ตามความในมาตรา 121 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กำหนดให้มีการเรียกประชุมรัฐสภาภายใน 15 วัน นับแต่วันประกาศผลการเลือกตั้ง ส.ส. อันเป็นการเลือกตั้งทั่วไป โดยให้ถือเป็นวันเริ่ม สมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 121 มาตรา 122 และมาตรา 175 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภาตั้งแต่วันที่ 3 ก.ค.2566 เป็นต้นไป ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเคาะเลือกประธานสภาฯ 4 ก.ค.ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้เตรียมความพร้อมสำหรับการประกอบพิธีเปิดสมัยประชุมรัฐสภาในวันที่ 3 ก.ค. ไว้เรียบร้อยแล้ว มีลิฟต์ 18 ตัว รองรับ สมาชิกที่เข้าร่วมพิธี โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะเสด็จพระราชดำเนินมาประกอบรัฐพิธีเปิดสมัย ประชุม ณ โถงพิธี ชั้น 11 อาคารรัฐสภา เวลา 17.00 น. มีสมาชิกและบุคคลสำคัญ อาทิ คณะทูตานุทูตจาก ประเทศต่างๆ นายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี ประธานศาลฎีกา ประธานองค์กรอิสระ ส.ส. ส.ว. รวม 936 คน ที่จะเข้าร่วมรัฐพิธีครั้งนี้ จากนั้นจะเปิดประชุม สภาผู้แทนราษฎรครั้งแรก เพื่อเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร และรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 4 ก.ค. เวลา 09.30 น. มี พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อายุ 89 ปี ซึ่งมีอาวุโสสูงสุดในสภาฯ ทำหน้าที่ประธานสภาฯชั่วคราว“พรพิศ” ประสานทุกพรรคแล้วนางพรพิศ เพชรเจริญ เลขาธิการสภาผู้แทน ราษฎร ให้สัมภาษณ์หลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภาในวันที่ 3 ก.ค. ว่า สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทน ราษฎรมีคณะกรรมการเตรียมความพร้อมการเปิดประชุมรัฐสภา ทั้งสถานที่ การรักษาความปลอดภัย การพยาบาล การจราจร การประชาสัมพันธ์ เนื่องจากมีบุคคลสำคัญมาร่วมพิธีจำนวนมาก ขณะนี้กำลังรอ หมายกำหนดการจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ประสานงานไปยังสำนักพระราชวัง ว่าหมายกำหนดการจะลงมาเมื่อใด ขณะนี้ได้แจ้งไปยัง ส.ส. เป็นการภายในว่าจะมีรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภาวันที่ 3 ก.ค. ส่วนการประชุมสภาฯ เพื่อเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร จะเป็นในวันที่ 4 ก.ค. หรือไม่นั้น ตามรัฐธรรมนูญหลังจากมีพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมมีผลตั้งแต่วันที่ 3 ก.ค.เป็นต้นไปแล้ว ต้องเรียก ประชุมสภาครั้งแรกภายใน 10 วัน สำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรประสานทุกพรรคว่า โอกาสจะประชุมสภาฯ ครั้งแรกในวันที่ 4 ก.ค.เป็นไปได้หรือไม่ มีหลายพรรคตอบกลับมาว่าพร้อมประชุมวันที่ 4 ก.ค. รอเพียงการตอบกลับจากอีก 2-3 พรรค แต่แนวโน้มส่วนใหญ่เห็นชอบให้มีการประชุมสภาฯนัดแรกเพื่อเลือกประธานสภาฯ และรองประธานสภาฯ ในวันที่ 4 ก.ค. เวลา 09.30 น. ทันทีที่ทุกคนเห็นพ้องกัน สำนักงานเลขาธิการสภาฯจะทำหนังสือเชิญ ส.ส.ประชุม โดยต้องแจ้งก่อนล่วงหน้า 3 วัน ตามข้อบังคับการประชุม “ปิยบุตร” หวัง กก.–พท.ถกลงตัวเมื่อเวลา 09.40 น. ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า อดีตเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการเจรจาแก้ปัญหาเรื่องตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกลว่า เห็นนายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ระบุว่าจะมีการพูดคุยระหว่างสองพรรค ให้คณะเจรจาตกลงกันให้รู้เรื่อง รอดูว่าท้ายที่สุดจะเป็นอย่างไร ในฐานะประชาชนอยากเห็นรัฐบาลเกิดขึ้นโดยเร็ว การเลือกประธานสภาฯครั้งนี้เป็นหมุดหมายสำคัญ ถ้าผ่านอย่างราบรื่นไม่มีข้อขัดแย้งมาก ก็อาจคาดหมายได้ว่าการตั้งรัฐบาลจะเกิดขึ้นได้เร็ว และตรงตามเจตนารมณ์ประชาชนที่ได้เลือก 2 พรรคนี้มา เมื่อถามว่า หากตำแหน่งประธานสภาฯตกเป็นของเพื่อไทยจะยอมรับได้หรือไม่ นายปิยบุตรตอบว่า จุดยืนที่ผ่านมายืนยันมาตลอดว่าตำแหน่งประธานสภาฯต้องเป็นของพรรคที่มี ส.ส.มากเป็นอันดับ 1 ก็สุดแล้วแต่ว่าทั้ง 2 พรรคจะตกลงกันอย่างไร การแสดงความคิดเห็นไปอาจกระทบกระทั่งกับการเจรจาของ 2 พรรคได้ไม่เกี่ยวกับเก๋ายก “อุทัย” เทียบเมื่อถามว่า หากพรรคก้าวไกลไม่ได้ตำแหน่งประธานสภาฯ จะทำให้การเสนอกฎหมายมีปัญหาใช่หรือไม่ นายปิยบุตรตอบว่า ตามข้อบังคับตำแหน่งประธานสภาฯเขียนไว้ว่าต้องมีความเป็นกลาง และเชื่อว่าพรรคจะคัดสรรเช่นนั้น ส่วนที่มีข่าวว่าพรรคก้าวไกลเตรียมเสนอกฎหมาย 40 ฉบับนั้นขึ้นอยู่กับฉันทามติของสภาฯ ไม่ได้เกี่ยวกับตัวประธานสภาฯ เพราะตำแหน่งนี้ทำหน้าที่เพียงจัดวาระ จัดการประชุมเท่านั้น เมื่อถามอีกว่า คนจากพรรคก้าวไกลความเก๋าเกมในสภาฯอาจยังไม่ได้ จึงยังไม่เหมาะสมที่จะได้เป็นหรือไม่ นายปิยบุตรตอบว่า การเมืองถึงเวลายุคใหม่ก็ไม่แน่เสมอไป ถ้าประเมินจากอายุว่าคนอายุน้อยจะไม่เก๋า คนอายุมากจะเก๋า หรือประเมินจากความรู้ความสามารถ ความเฉียบแหลมจากการศึกษาข้อบังคับ การทันเกมการประชุมต่างๆ คิดว่าอายุไม่ใช่ปัจจัยชี้วัด หากเป็นเช่นนั้นรัฐธรรมนูญต้องกำหนดไปเลยว่า ส.ส.สมัยแรก สมัยสองห้ามเป็น หรือกำหนดว่าคนเป็นประธานสภาฯต้องมีอายุมาก เมื่อทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมตามรัฐธรรมนูญ ส.ส.ทุกคนมีโอกาสเป็นประธานสภาฯทั้งสิ้นถ้าสภาฯให้ความเห็นชอบ ดังนั้นคนอายุ 25 ปีขึ้นไป จะเป็น ส.ส.สมัยแรก สมัยสอง หรือเป็นมาสิบกว่าสมัย ก็ขึ้นอยู่กับมติของที่ประชุม ในอดีตเคยมีประธานสภาฯที่อายุน้อยมาแล้ว และทำผลงานได้ดี คือนายอุทัย พิมพ์ใจชน ที่มีอายุน้อยที่สุดดักคออย่าหักหลัง 26 ล้านเสียงเมื่อถามย้ำว่า เกรงหรือไม่จะมีการหักหลังกันเอง หรือซีกฝ่ายรัฐบาลเดิมเสนอชื่อบุคคลขึ้นมาแข่งอาจทำให้เกิดความลังเลได้ นายปิยบุตรตอบว่า คาดหวังว่ารัฐบาล 8 พรรคจะตั้งได้ หวังว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ ถ้าเกิดเหตุแบบนี้ขึ้นมาเมื่อใดหมายความว่าความหวังของประชาชนที่ลงคะแนนให้พรรคกว่า 14 ล้านเสียง พรรคเพื่อไทยอีกเกือบ 11 ล้านเสียง รวมกันแล้วประมาณ 26 ล้านเสียง เท่ากับทำร้ายความหวังประชาชน เมื่อถามถึงกรณีมีการเตรียมมวลชนมากดดันการโหวตเลือกประธานสภาฯและนายกฯ นายปิยบุตรตอบว่า ไม่ทราบว่ามีการเตรียมมวลชนอย่างไร เราต้องยืนพื้นตามรัฐธรรมนูญคือรับรองเสรีภาพการแสดงออกชุมนุมโดยสงบ สันติ ปราศจากอาวุธ ถ้าสถาบันการเมืองไม่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ โดยเฉพาะเพิ่งเลือกตั้งเสร็จแต่มีการขัดขวางเจตนารมณ์ประชาชน เป็นธรรมดาที่ประชาชนจะเห็นความผิดปกติ ความไม่ยุติธรรม ดังนั้น ส.ส.ที่ได้รับเลือกครั้งนี้จึงมีภารกิจพิเศษ ไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน ต้องช่วยกันทำให้การเมืองไทยกลับมาสู่ระบบปกติ แม้ ส.ว.จะมีอำนาจอยู่แต่อีกไม่นานก็หมดวาระแล้ว ควรถือโอกาสครั้งนี้ช่วยกันทำให้เจตนารมณ์ประชาชนที่ต้องการให้ใครเป็นรัฐบาล เป็นนายกฯเกิดได้จริงมั่นใจก้าวไกลไม่ถูกโดดเดี่ยวเมื่อถามถึงกระแสข่าวจะมีการโดดเดี่ยวพรรคก้าวไกลไปเป็นฝ่ายค้าน นายปิยบุตรตอบว่า ได้ยินเช่นนี้ตั้งแต่หาเสียง และนับตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ถึงก้าวไกล พร้อมทำหน้าที่ทั้ง 2 แบบ แต่ในรอบนี้เขาตั้งใจจะเป็นรัฐบาลและนายกฯ และประชาชนก็ให้ความไว้วางใจด้วย แม้จะมีความคิดในกลุ่มนักการเมืองและกลุ่มการเมือง ที่ต้องการโดดเดี่ยวพรรคก้าวไกล แต่เชื่อว่าพรรคจะไม่มีวันโดดเดี่ยว เพราะคะแนนเสียงที่ประชาชนให้มาจำนวนมาก และยังมีความพร้อมที่จะเป็นรัฐบาล “พิธา” ชวนกินกุ้งช่วยเกษตรกรขณะที่นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) โพสต์รูปคู่กับ “น้องพิพิม” บุตรสาวพร้อมข้อความลงเฟซบุ๊กระบุว่า “เพื่อนๆก้าวไกล เอากุ้งซอสมะขามและกุ้งอบวุ้นเส้นมาฝากจากร้านจรินทร์ บางแสน อร่อยมาก ขอบคุณครับ ช่วงนี้ขอชวนทุกคนมากินกุ้ง ช่วยเพิ่มอุปสงค์ในตลาดกุ้งไทย ช่วยเหลือเกษตรกรเลี้ยงกุ้งไทยกันครับ ตอนนี้ราคากุ้งตกต่ำมาก แต่ต้นทุนในการเลี้ยงกุ้งราคาแพง ใครอยาก กินกุ้งแบบจัดเต็มราคาถูกกว่าท้องตลาดตอนนี้ทราบมาว่ามีเทศกาลกินกุ้งที่ตลาดทะเลไทย จ.สมุทรสาคร งานมีวันที่ 22-25 มิ.ย. ส่วนทางผมหายจากโควิดแล้ว เดี๋ยวจะไปรายงานตัวที่สภาฯและไปขอบคุณพี่น้องประชาชน จ.สมุทรสาครและสมุทรสงคราม วันที่ 27 มิ.ย. แล้วเจอกันนะครับ”พท.ลีลาขอคุยกันภายในก่อนนายภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงความชัดเจนเกี่ยวกับตำแหน่งประธานสภาฯว่า วันที่ 27 มิ.ย.พรรคเพื่อไทยมีการประชุมกรรมการบริหารพรรค เพื่อรายงานข้อสรุปการเลือกตั้งที่ผ่านมาอย่างเป็นทางการ รวมถึงรายงานไทม์ไลน์เปิดสภาฯ ความคืบหน้าเกี่ยวกับการประสานงานร่วมรัฐบาลกับ 8 พรรค และตำแหน่งประธานสภาฯ ที่ กก.บห.มอบหมายให้ผู้แทนไปดำเนินการ เป็นเรื่องที่ยังไม่มีข้อยุติ จะได้รับฟังแนวทางที่ กก.บห.จะให้ดำเนินการต่อ จากนั้นจะมีการประชุม ส.ส.นัดหมายการไปร่วมรัฐพิธี รวมถึงรายงานสิ่งที่ กก.บห.หารือกันต่อที่ประชุม ส.ส. เมื่อถามว่าจะมีการลงมติเกี่ยวกับประธานสภาฯหรือไม่ นายภูมิธรรมตอบว่า แล้วแต่ผลการประชุม กก.บห.และที่ประชุม ส.ส.ว่าจะมีความเห็นอย่างไร เชื่อว่าน่าจะได้ข้อยุติที่จะนำไปคุยกับพรรคก้าวไกล ในวันที่ 28 มิ.ย. จากนั้นวันที่ 29 มิ.ย. หัวหน้าพรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลทั้ง 8 พรรคจะประชุมกันที่พรรคก้าวไกล เมื่อถามว่าวันที่ 28 มิ.ย. จะได้ข้อสรุปกับพรรคก้าวไกลเลยหรือไม่ นายภูมิธรรมตอบว่า ขึ้นอยู่กับการหารือ เชื่อว่าน่าจะเป็นทิศทางที่อำนวยประโยชน์ต่อการเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลดับฝันตาอยู่มีแค่ 180 กว่าเสียงเมื่อถามถึงกระแสข่าวพรรคพลังประชารัฐ เดินเกมเสนอชื่อนายสุชาติ ตันเจริญ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เป็นประธานสภาฯ นายภูมิธรรมตอบว่า ยังไม่ได้คุยกับนายสุชาติ แต่ไม่เชื่อว่าเป็นไปได้ เพราะอยู่กันคนละพรรค เจอนายสุชาติจะสอบถามเรื่องนี้ให้ชัดเจน ทั้งนี้พรรคร่วมรัฐบาลเดิมมีสิทธิเสนอคนมาเป็นประธานสภาฯ แต่เท่าที่ติดตามข่าวมีแต่ความเคลื่อนไหวของพรรค พปชร. และพรรครวมไทยสร้างชาติ ยังไม่เห็นท่าทีของพรรคอื่นๆ แต่ไม่กังวลเพราะรวมกันก็มี 180 กว่าเสียง จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะได้ตำแหน่งประธานสภาฯ คิดว่าตำแหน่งดังกล่าวจะอยู่กับซีก 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลอยู่ในขณะนี้“หมอทศ” รื้อซากเดนเผด็จการที่รัฐสภา นพ.ทศพร เสรีรักษ์ ส.ส.แพร่ พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์หลังรายงานตัวเป็น ส.ส.ว่า จะเข้ามาต่อสู้ไม่ให้มีการปฏิวัติรัฐประหารเกิดขึ้นอีก และแก้ไขรัฐธรรมนูญกำจัดซากเดนการยึดอำนาจให้หมดไป รวมทั้งตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) มายกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ จากนั้นยุบสภาเลือกตั้งใหม่ ตลอดจนผลักดัน พ.ร.บ.นิรโทษกรรมการเมือง กรณีความเห็นแตกต่างทางการเมือง ย้อนไปถึงปี 2549 แต่ไม่ได้ตั้งหลักการว่าจะนิรโทษกรรมให้ใครโดยเฉพาะ และยืนยันว่าไม่ได้ออกกฎหมายเพื่อช่วยนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีให้พ้นผิด แต่ต้องไปดูว่าเข้าข่ายหลักเกณฑ์ที่จะได้รับนิรโทษกรรมหรือไม่ ถ้าเป็นคดีทุจริตก็ไม่ได้รับนิรโทษกรรมเมินหลักพรรคที่ 1 ยึด ปธ.สภาฯเมื่อถามว่าส่วนการเลือกประธานสภาฯที่ยังมีปัญหากันอยู่ อยากให้ทั้ง 2 พรรคคุยกันด้วยเหตุผล ตกลงกันให้ได้ใครจะเป็นประธานสภาฯ ขอให้ทุกคนมีสติ ที่ผ่านมาไม่เคยมีหลักเกณฑ์ว่าพรรคที่ได้อับดับ 1 ได้เป็นประธานสภาฯ การเลือกตั้งทุกครั้งไม่เคยมีใครหาเสียงเรื่องตำแหน่งประธานสภาฯ เพียงแต่ให้พรรคมีเสียงข้างมากเป็นประธานสภาฯ แต่ไม่ใช่หลักการ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับ ส.ส. 500 คนจะเลือกใคร ทั้งนี้ ตำแหน่งประธานสภาฯไม่สามารถชี้เป็นชี้ตายได้เหมือนนายกฯ เพราะมีหน้าที่ดูแลระบบนิติบัญญัติ และการประชุมสภาฯให้ราบรื่นเรียบร้อย เชื่อว่าปัญหาระหว่าง 2 พรรค จะไม่ทำให้เกิดความแตกหัก จนกระทบต่อการจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ เมื่อถามว่าการโหวต ส.ส.เพื่อไทยต้องยึดตามมติพรรคหรือไม่ นพ.ทศพรตอบว่า ยังไม่มีข้อยุติว่าจะมีมติพรรคหรือไม่ การโหวตเป็นเอกสิทธิ์ ส.ส.ทุกคนมีสิทธิโหวต แต่ควรตกลงให้ได้ว่าจะเสนอชื่อใครเป็นประธานสภาฯ เพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่น “สุชาติ” สับขาหลอกหลบนักข่าวผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า บรรยากาศการรับรายงานตัว ส.ส.ตลอดทั้งวันที่ 24 มิ.ย. ซึ่งเป็นวันที่ 5 ที่เปิดรับรายงานตัว มี ส.ส.มารายงานตัวกันบางตาเพียง 13 คน รวม 5 วันมี ส.ส.มารายงานตัวแล้วทั้งหมด 270 คน จาก 500 คน คงเหลือ ส.ส.ที่ยังไม่มารายงานตัว 230 คน ขณะที่ช่วงบ่ายนายสุชาติ ตันเจริญ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย แจ้งเจ้าหน้าที่สภาฯว่าจะเดินทางมารายงานตัวเป็น ส.ส. แต่ปรากฏว่ารอจนถึงเวลา 16.30 น. หมดเวลารับรายงานตัวก็ยังไม่มา เจ้าหน้าที่บางส่วนเก็บของเดินทางกลับบ้านแล้ว แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าผู้บริหารและเจ้าหน้าที่บางส่วนยังอยู่ในห้อง กระทั่งเวลา 16.40 น. รถตู้นายสุชาติได้วิ่งมาจอดที่บริเวณประตูด้านหลังห้องรับรายงานตัว จากนั้นนายสุชาติเดินลง จากรถตู้ และรีบเดินจ้ำอ้าวเข้าทางด้านหลัง และยังมีการหลอกล่อพยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวส.ส.รับหนังสือรับรองแล้ว 499 คนที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) วันสุดท้ายที่เปิดให้ผู้ที่ได้รับการประกาศรับรองผลเลือกตั้งเข้ารับหนังสือรับรองการเป็น ส.ส.จาก กกต. ตลอดทั้งวันมีผู้มารับหนังสือรับรองรวมทั้งสิ้น 41คน จากพรรครวมไทยสร้างชาติ และพรรคภูมิใจไทย ทั้งนี้ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย นำทีม ส.ส.พรรคเข้ามารับหนังสือรับรอง มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยตามมาทีหลัง ทำให้ยอด ส.ส.ที่มารับหนังสือรับรองรวม 5 วัน มีจำนวนทั้งสิ้น 499 คน เหลือเพียงนายอนุชา นาคาศัย ส.ส.ชัยนาท พรรครวมไทยสร้างชาติ ที่ยังไม่มารับหนังสือเนื่องจากติดภารกิจเดินทางไปประเทศญี่ปุ่น ในฐานะรักษาราชการแทน รมว.อุตสาหกรรม แต่สามารถมารับหนังสือรับรองได้ที่บริเวณชั้น 5 สำนักงาน กกต. จนถึงวันเปิดประชุมรัฐสภาในวันที่ 3 ก.ค.นี้“อนุทิน” ปัดสูตรมี ภท.ไม่มี ก.ก.ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์หลังรับหนังสือรับรอง ส.ส.ว่า วันที่ 25 มิ.ย. จะมีการประชุมปฐมนิเทศ ส.ส.พรรค ไม่มีวาระเรื่องการโหวตประธานสภาฯ และการโหวตนายกฯ เรื่องนี้ยังมีเวลา เมื่อถามถึงสูตรตั้งรัฐบาล “มีภูมิใจไทย ไม่มีก้าวไกล” นายอนุทินตอบว่า ไม่เป็นข้อเท็จจริง มีภูมิใจไทยก็ต้องมีทุกพรรคในสภาขาดใครไม่ได้ เมื่อถามว่ามีข่าวว่าพรรคก้าวไกลไปดีลลับกับนายเนวิน ชิดชอบ เพื่อโหวตให้นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกฯ นายอนุทินตอบว่า ความเป็นไปได้เท่ากับศูนย์ถึงติดลบ หากจะดีลอะไรกับพรรคภูมิใจไทยต้องดีลกับตน ถ้าไปที่นั่นแสดงว่าไปผิดที่ ทุกอย่างเป็นไปตามครรลอง หากไปดีลกับนายเนวิน นายเนวินก็ต้องกลับมาถามตนอยู่ดี พรรคตัดสินใจอะไรด้วยตัวคนเดียวได้หรือไม่ ทุกอย่างต้องเข้าที่ประชุมพรรคทบทวนวางกลยุทธ์ผิดพลาดเมื่อถามย้ำว่าได้ปรึกษานายเนวินหรือไม่ นายอนุทินตอบว่า คุยกันทุกวัน มีหลายเรื่องที่เราอาจผิดพลาดไปในการวางกลยุทธ์การเลือกตั้ง จากที่คาดว่าจะได้ ส.ส.ประมาณ 80 คน ได้มา 72 คน ที่หายไปนั้นหายไปไหน หายไปอย่างไร ต้องมาแก้ไข เมื่อถามว่ามีการคุยกันเรื่องวางเกมพลิกขั้วอะไรหรือไม่ นายอนุทินตอบว่า เราเป็นพรรคลำดับสาม ความกดดันยังไม่มาถึงเรา พรรคอันดับหนึ่งและพรรคอันดับสองประกาศแล้วว่าจะอยู่ด้วยกัน แค่ 2 พรรครวมกันได้เกินครึ่งแล้ว เราจะไปทำอะไร เมื่อถามว่าซักซ้อมเป็นผู้นำฝ่ายค้านแล้วหรือไม่ นายอนุทินตอบว่า ได้ทุกบทบาท เป็นตำแหน่งที่สำคัญ มีใครไม่เคยเป็นฝ่ายค้าน พรรคใหญ่ๆต่างผ่านการเป็นฝ่ายค้าน และฝ่ายรัฐบาลมาหมดแล้ว ยืนยันว่าพรรคเราไม่มีการเสนอชื่อใครชิงเก้าอี้ประธานสภาฯ ส่วนที่ ส.ว.บางคนบอกว่าเสียงข้างน้อยจะพลิกกลับมาชนะโหวตนั้น ยังไม่ได้ยินเรื่องนี้ ทุกอย่างยังดำเนินไปตามปกติ ต่างคนต่างทำหน้าที่ให้ดีที่สุด อย่าให้มีเรื่องมีราว อย่าทำอะไรให้เกิดความวุ่นวาย ไม่ใช่แนวทางการทำงานของพรรคภูมิใจไทยอยู่แล้วปชป.เลือก กก.บห.ใหม่ไร้ปัญหาที่ จ.สุราษฎร์ธานี นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ รักษาการหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงการเลือกตั้งหัวหน้าพรรค ปชป.คนใหม่จะเป็นคนจากภาคใต้ หรือเป็นคนรุ่นใหม่ ว่า ไม่มีความคิดเห็น แต่วันที่ 9 ก.ค.นี้ จะมีการประชุมใหญ่เพื่อเลือกกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ชุดใหม่ รวมถึงหัวหน้าพรรคด้วย ไม่น่ามีปัญหาทุกอย่างเป็นไปตามกติกาข้อบังคับที่พรรคปฏิบัติกันมาตลอดกว่า 70 ปี มีมติออกมาอย่างไรก็เป็นไปตามนั้น ส่วนจะเป็นคนรุ่นใหม่หรือคนบ้านเดียวกันหรือไม่ ไม่สามารถตอบได้ อยู่ที่มติพรรค เป็นวิถีประชาธิปไตยที่แท้จริงซึ่งพรรคปฏิบัติมาอย่างยาวนาน เมื่อถามว่าพรรคประชาธิปัตย์จะสนับสนุนพรรคก้าวไกลตั้งรัฐบาลหรือไม่ นายจุรินทร์ตอบว่า ต้องเป็นมติจากที่ประชุม ส.ส.ยังไม่มีการประชุมกัน กกต.เพิ่งประกาศรับรอง และได้เชิญ ส.ส.ใหม่มาประชุมครั้งแรกที่พรรคในวันที่ 2 ก.ค.นี้ “อภิสิทธิ์” ขอพรรคเป็นเอกภาพนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกระแสข่าวมีชื่อลงชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์อีกครั้งว่า คิดว่าทุกคนเป็นห่วงพรรคเพราะทราบดีว่าสถานการณ์ปัจจุบันถือว่าพรรคมีความถดถอย ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะฟื้นฟู เชื่อว่าเวลานี้สมาชิกพรรคส่วนใหญ่ต้องมองไปข้างหน้าถึงแนวทางของพรรคว่าเราจะฟื้นศรัทธาได้อย่างไร การจะเดินหน้าได้ต้องมีความเป็นเอกภาพ อยู่บนพื้นฐานอุดมการณ์ดั้งเดิมของพรรค และต้องสร้างจุดยืนทางการเมือง เพื่อฟื้นฟูพรรคขึ้นมาได้ ส่วนเสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องตัวบุคคล เวลานี้ยังไม่ใช่เรื่องหลัก อยากให้ ส.ส.ที่ได้รับเลือกตั้ง และรักษาการ กก.บห.ช่วยกันสร้างความเป็นเอกภาพ และตกผลึกทางความคิดถึงทิศทางพรรคว่าจะไปอย่างไรอย่าเพิ่งไปไกลถึงตัวบุคคลผู้สื่อข่าวถามว่าหากมีการเสนอชื่อนายอภิสิทธิ์ลงชิงหัวหน้าพรรค ปชป. นายอภิสิทธิ์ตอบว่า ยังไม่ไปถึงตรงนั้น พรรคต้องมีทิศทางที่ชัดเจนก่อน โดยคนในพรรคต้องมีความเห็นชอบและตกผลึกร่วมกัน จึงจะมีคำตอบว่าบุคคลที่เหมาะสมคือใคร เมื่อถามย้ำว่าจะมีการพูดคุยกับ กก.บห.ชุดรักษาการหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ตอบว่า คุยกันบ้าง แต่ภาระหลักตกอยู่ที่ ส.ส.ใหม่ นอกจากจะเป็นองค์ประชุมที่สำคัญในการเลือก กก.บห.ชุดใหม่แล้ว ยังต้องขับเคลื่อนพรรคในสภาฯด้วย เมื่อถามย้ำว่ากลุ่มที่สนับสนุนนายอภิสิทธิ์ไม่ได้เข้ามาเป็น ส.ส.เลย นายอภิสิทธิ์ตอบว่า อย่าไปพูดว่าหนุนหรือไม่หนุน ที่สุดพรรคต้องเดินแบบมีเอกภาพ และตัดสินใจโดยมี ส.ส.เป็นหลัก เมื่อถามว่ามีคนในพรรคติดต่อมาหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ตอบว่า การพูดคุยกับคนในพรรค มีอยู่ตลอดเพราะอยู่ด้วยกันมานาน แต่ยังไม่เป็นกิจจะลักษณะ เมื่อถามย้ำว่ามีชื่อของนายเดชอิศม์ ขาวทอง ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ หลายคนมองว่าเทียบไม่ได้กับชื่อนายอภิสิทธิ์ นายอภิสิทธิ์ตอบว่า อยากให้ถอยออกมาจากการวิพากษ์วิจารณ์ตัวบุคคลและการแข่งขันถ้าไร้เอกภาพก็ฟื้นฟูพรรคยากเมื่อถามอีกว่าหากมีการเสนอชื่อแต่ในพรรคไม่เป็นเอกภาพก็จะไม่กลับเข้ามาใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ตอบว่า ต้องพูดตรงๆว่าถ้าไม่เป็นเอกภาพใครก็ฟื้นพรรคไม่ได้ ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องทำให้รู้สึกร่วมกันว่าต้องเดินไปในทิศทางใด โดยบรรดา ส.ส.ต้องเป็นหลัก ขอย้ำว่าไม่ได้สนใจว่าจะไปคุยว่าใครอยู่พวกใคร ใครจะชิงอะไร แต่สนใจที่จะคุยเรื่องทิศทางของพรรคมากกว่า และพร้อมคุยกับทุกคน ปกติ ส.ส.ที่รู้จักมักคุ้นก็พูดคุยกัน ส่วน ส.ส.ใหม่ที่เข้ามาอาจไม่รู้จัก แต่เชื่อว่าบุคคลเหล่านี้ผ่านสนามเลือกตั้งมาแล้ว และอยู่ในสถานะที่พูดคุยรับฟังทุกฝ่ายได้นิติฯ มธ.รำลึก 91 ปีประชาธิปไตยเมื่อเวลา 10.00 น. ที่ห้องปรีดี เกษมทรัพย์ คณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ท่าพระจันทร์ คณะนิติศาสตร์ มีการจัดเสวนาหัวข้อ “91 ปีประชาธิปไตยกับก้าวต่อไปหลังการเลือกตั้ง 2566 : กติกาทางรัฐธรรมนูญที่เหมาะสมกับการเมืองไทย” ในโครงการ “เชิดชูครูกฎหมาย” งานวิชาการรำลึกศาสตราจารย์ ไพโรจน์ ชัยนาม ครั้งที่ 11 มีวิทยากรร่วมเสวนา อาทิ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี นายโภคิน พลกุล ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนประเทศพรรคไทยสร้างไทย นายเจษฎ์ โทณะวณิก นักวิชาการด้านกฎหมาย นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า“โภคิน” ชี้ 3 พลังสลับกันมีอำนาจนายโภคิน พลกุล ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนประเทศพรรคไทยสร้างไทย กล่าวว่า ตลอด 91 ปีที่ผ่านมา เกิดการรัฐประหารซ้ำวนเวียนสลับการเลือกตั้ง และการร่างรัฐธรรมนูญเพื่อสืบทอดอำนาจ สรุปสาเหตุได้ว่าประเทศนี้ถูกขับเคลื่อนด้วย 3 พลังใหญ่ คือ 1.พลังศักดินานิยม 2.พลังอำนาจนิยม ที่มีกองทัพเป็นหัวหอก และ 3. พลังประชาธิปไตย ที่มีพรรคการเมืองและอาจมีภาคประชาชนสลับขึ้นเป็นหัวหอกบ้าง แต่พลังนี้อ่อนแอที่สุด ทั้ง 3 พลังนี้สลับกันขับเคลื่อนการเมืองไทย การเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นการต่อสู้โดย 2 พลัง คือพลังศักดินานิยม กับพลังอำนาจนิยม บวกกับพลังประชาธิปไตยในบางช่วงเวลา เราจะก้าวข้ามกับดักรัฐธรรมนูญได้หรือไม่นั้น หากจะปลดล็อกรัฐธรรมนูญทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน เสนอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญปี 2560 ตั้งแต่หมวด 3 ขึ้นไป โดยปรับ 3 เรื่องใหญ่คือ 1.เลือก ส.ส.ร.ให้จบภายใน 60 วัน 2.ส.ส.ร.ทำงาน 120 วัน และ 3.เมื่อ ส.ส.ร.พิจารณาเสร็จแล้วไปขอ ความเห็นชอบสภา ถ้ารัฐสภาเห็นด้วยก็จบ และทำประชามติเพียงครั้งเดียว คือตอนที่เราจะให้มี ส.ส.ร. เพราะรัฐธรรมนูญบังคับ เมื่อ ส.ส.ร.ร่างรัฐธรรมนูญมาอย่างไรก็ไปว่าตามเกณฑ์ใหม่ แต่ถ้าต้องทำประชามติ 3 รอบเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3 ปี แต่ถ้าร่วมมือกันที่ตนเสนอไม่เกินปลายปี 2567 จบหมด คนที่จะมาดำเนินการเป็น ส.ว.รุ่นใหม่ เพราะ ส.ว.ปัจจุบันจะหมดอายุในเดือน พ.ค.2567 ยกกับดักนี้ออกไปก่อน“มาร์ค” ฉะยุคตกต่ำองค์กรอิสระนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จนถึงวันนี้เรายังต้องมาพูดถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ผ่านการเลือกตั้งมา 1 เดือน ยังติดกับกระบวนการจัดตั้งรัฐบาล เห็นด้วยกับที่นายโภคินเสนอ คือต้องทำกติกาใหม่ ไม่เช่นนั้นนักการเมืองเดินต่อไม่ได้ ต้องแก้กับดักนี้ก่อน หลังจากสภาชุดที่แล้วแก้ไขโดยให้เว้นหมวด 1 และ 2 โดยประชาชนมีส่วนร่วมแต่ยังเจอกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ การทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ วันนี้ยุติหรือยังที่จะต้องทำ 3 ครั้ง เวลาผ่านมานานก็ยังไม่สามารถทำประชามติได้ หากจะทำรัฐธรรมนูญใหม่ต้องเดินหน้า ตั้งแต่หมวด 3 ขึ้นไป ทุกฝ่ายต้องตกผลึก และร่วมเป็นเจ้าของร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อเป็นภูมิคุ้มกันของรัฐธรรมนูญใหม่ มีหัวใจสำคัญคือต้องเป็นรัฐธรรมนูญที่สั้น มีประเด็นหลักคือบทบาทของภาครัฐ บทบาทการมีส่วนร่วมของประชาชน โครงสร้างที่ให้อำนาจกับประชาชน ให้สิทธิเสรีภาพครอบคลุมเชิงสวัสดิการ รวมถึงบทบาทองค์กรอิสระต่างๆ ส่วนเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ หรือแนวนโยบายแห่งรัฐไม่ควรมี แต่ควรให้ ความสำคัญกับการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ และการถ่วงดุลขององค์กรตรวจสอบ ประเทศไทยล้มเหลวตั้งแต่ปี 2536 จนถึงรัฐธรรมนูญปัจจุบัน เพราะให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียคือ ส.ว.เข้ามาเล่นเอง มีคำถาม พ่วงที่ ส.ว.มีส่วนได้ส่วนเสียทำให้เกิดความเสียหายมาก ทั้งยังเป็นยุคที่องค์กรอิสระตกต่ำที่สุด จึงเกิดคำถามว่าจะให้ศาลมีบทบาทมากขึ้นหรือไม่ “เจษฎ์” แนะจ้างคนเขียน รธน.นายเจษฎ์ โทณะวณิก นักวิชาการด้านกฎหมาย กล่าวว่า การที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าก่อนทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องทำประชามตินั้น ผิดตรงไหน ในเมื่อรัฐธรรมนูญปี 60 หมวด 15 ว่าด้วยการแก้ไขเพิ่มเติมไม่ได้อนุญาตให้ทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ถ้าจะยกร่างรัฐธรรมนูญสามารถทำได้ 3 วิธี คือ ถ้าอยากแก้หมวด 1 หมวด 2 ก็ไปทำประชามติ หรือถ้าอยากได้ ส.ส.ร.ก็ไปแก้ไขเพิ่มเติมหมวด 15 ว่าต้องการ ส.ส.ร. จากนั้นนำร่างนั้นไปทำประชามติ และกรณีถ้าต้องการแก้ไขเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง ก็ไปทำประชามติถามคนทั้งประเทศเช่นกัน ถ้าจะมีการยกร่างรัฐธรรมนูญอีก อยากให้มี 3 ข้อคือ รับฟังความคิดเห็นให้รอบด้านเสียก่อน อย่าให้ ส.ส.ร.เป็นคนยกร่าง แต่ให้ทำหน้าที่รับฟังความเห็น แล้วค่อยจ้างคนเขียนโดยมี ส.ส.ร.เป็นคนกำกับ เหมือนจ้างคนขับรถ จากนั้นค่อยไปปรับแต่ง และอย่าใช้ระยะเวลาเป็นตัวบีบรัด ขอให้ใช้เวลาในการยกร่าง 2-3 ปี แล้วค่อยนำไปทำประชามติ“ปิยบุตร” ชี้อิทธิเดช ส.ว.-ศาล รธน.นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า กล่าวว่า 4 ปีที่ผ่านมาแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่สำเร็จ มีเพียงเรื่องระบบเลือกตั้งเท่านั้นที่ทำได้ ซึ่งไม่ใช่หัวใจหลัก เห็นพ้องกับนายอภิสิทธิ์ว่ากติการะบบเลือกตั้งควรบัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ มากกว่าใส่ทุกอย่างไว้ในรัฐธรรมนูญ จะได้แก้ไขระบบเลือกตั้งได้ ต้องยอมรับว่าระบบเลือกตั้งต่างมีข้อวิจารณ์ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะระบบใดล้วนมีข้อดีข้อเสีย หากใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญจะแก้ไขยากมาก หัวใจสำคัญของรัฐธรรมนูญปี 60 คือ หมวดแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ถือว่าแก้ไขได้ยากมาก ต้องขึ้นอยู่กับ ส.ว. และศาลรัฐธรรมนูญ เปรียบเหมือนผู้ออกใบอนุญาตว่าจะให้แก้ไขได้หรือไม่ได้ ได้แสดงอิทธิเดชมาแล้วคือต้องทำประชามติเสียก่อน ซึ่งมาตรา 256 เขียนป้องกันไม่ให้ใครแตะต้องรัฐธรรมนูญ ทำให้เกิดปัญหา ระบบมันตัน การจะออกจากรัฐธรรมนูญปี 60 ทำได้ 2 มุมคือ 1.ในมุมตัวบทรัฐธรรมนูญหาทางออกได้ยากมาก 2.มุมบริบททางการเมือง เราต้องสร้างฉันทามติสังคมร่วมกันว่าต้องการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทั้งนี้รัฐธรรมนูญที่ดี ต้องประกันทั้งเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อย เพราะทุกฝ่ายมีสิทธิจะเป็นได้ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล ดังนั้น เวลายกร่างรัฐธรรมนูญ คนร่างอย่าคิดถึงหน้าคนหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งครช.จัด “เฉลิมฉลองวันชาติราษฎร”ต่อมาเวลา 17.30 น. ที่บริเวณหน้าหอประชุมใหญ่ ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ คณะรณรงค์เพื่อรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน (ครช.) นำโดยนายธีรัตม์ พณิชอุดมพัชร์ พร้อมภาคีเครือข่ายจัดกิจกรรม “มุ่งหน้าธรรมศาสตร์ เฉลิมฉลองวันชาติราษฎร” รำลึกวันครบรอบ 91 ปี การเปลี่ยนแปลงการปกครองของคณะราษฎรจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชา ธิปไตยเมื่อวันที่ 24 มิ.ย.2475 นายอนุสรณ์ อุณโณ อาจารย์คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มธ. กล่าวปาฐกถาหัวข้อ “91 ปีอภิวัฒน์สยาม กับการสร้างประชาธิปไตยด้วยรัฐธรรมนูญประชาชน” กระทั่งเวลา 19.00 น. เป็นช่วงไฮไลต์ของการจัดงาน ตัวแทนเครือข่ายต่างๆนำพวงหรีดมารวมตัวกันหน้าเวที พร้อมอ่านแถลงการณ์ใจความว่า เป็นเวลา 91 ปีแล้วที่ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครอง แต่ยังประสบอุปสรรคจากชนชั้นนำที่หาทางทำลายอำนาจของประชาชนด้วยวิธีต่างๆ หวังกลับไปสู่อำนาจแบบเดิม จากนั้นได้ร่วมกันชูสามนิ้วและตะโกน “ศักดินาจงพินาศประชาราษฎร์จงเจริญ” แล้วเดินไปแสดงสัญลักษณ์ด้วยการนำดอกไม้แดง พวงมาลาสีแดง และจุดเทียนแดงใกล้หมุดคณะราษฎรจำลองที่ทางกลุ่มสร้างขึ้น