จากกรณีโรงพยาบาลวังเหนือ จังหวัดลำปาง ได้ออกแถลงการณ์ชี้แจง หลังจากที่โลกออนไลน์ได้มีการเผยแพร่ข่าวผู้ป่วยเสียชีวิต โดยระบุสาเหตุว่า เกิดจากการถูก “ตัวคุ่น” หรือ “ริ้นดำ” กัดนั้น ได้ลำดับเหตุการณ์และเผยข้อเท็จจริงทางการแพทย์เกี่ยวกับอาการผู้ป่วย ดังนี้เมื่อวันที่ 8 ก.พ.69 ผู้ป่วยชาย อายุ 68 ปี เข้ารับการรักษาด้วยอาการปวดน่อง เบื้องต้นตรวจไม่พบอาการผิดปกติรุนแรงอื่นๆ แพทย์จึงวินิจฉัยเป็นกล้ามเนื้ออักเสบและให้ยากลับไปสังเกตอาการที่บ้านต่อมา...ช่วงเย็นวันเดียวกัน ผู้ป่วยกลับมาอีกครั้งด้วยอาการปวดน่องรุนแรงจนเดินไม่ได้ มีอาการชาน่องและเริ่มพบผิวหนัง เปลี่ยนเป็นสีม่วงบริเวณใบหน้าและติ่งหู ญาติจึงให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าสงสัยว่าผู้ป่วยอาจถูกตัวคุ่นกัดทีมแพทย์ตรวจพบภาวะ “ติดเชื้อในกระแสเลือดอย่างรุนแรง” และมีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ จึงเร่งให้สารน้ำ ยาปฏิชีวนะ และส่งตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลลำปางทันที วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้ป่วยได้เสียชีวิตลงด้วยภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดและระบบหายใจล้มเหลวประเด็นข้อควรรู้สำคัญมีว่า... “ตัวคุ่น” ไม่ใช่แมลงพิษร้ายแรง โดยปกติการถูกตัวคุ่นกัดจะส่งผลเพียงอาการคัน หรือเป็นตุ่มเลือดเล็กน้อยเท่านั้น ไม่ได้ทำให้เสียชีวิตโดยตรงในทันทีส่วนกรณีนี้เกิดจาก “ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด” ซึ่งอาจเกิดจากปัจจัยเฉพาะบุคคล หรือมีการติดเชื้อแทรกซ้อนที่รุนแรง ไม่ใช่ผลจากพิษของตัวคุ่นสถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ ให้ความรู้เกี่ยวกับ “ผื่นอักเสบจากแมลงกัดต่อย ตัวคุ่นหรือริ้นดำ” เอาไว้น่าสนใจ ระบุว่าเป็นภาวะที่พบได้บ่อย แม้อาจมีอาการคันรุนแรงและดูน่ากังวล แต่โดยทั่วไปสามารถรักษาให้หายได้ การดูแลที่เหมาะสมตั้งแต่ระยะเริ่มต้นช่วยลด ความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ การเกิดรอยดำ และแผลเป็นในระยะยาว หากอาการไม่ดีขึ้นหรือมีสัญญาณของการติดเชื้อ ควรพบแพทย์เพื่อรับการรักษาที่เหมาะสมพุ่งเป้าไปที่กลุ่มที่ทำงานหรือทำกิจกรรมในพื้นที่ชื้น เช่นริมน้ำ ป่า ทุ่งนา หรือบริเวณที่มีแมลงชุกชุม ซึ่งอาจพบ “ตัวคุ่น” หรือ “ริ้นดำ” เป็นแมลงขนาดเล็กมาก อยู่ในกลุ่ม biting midges/ black fly...บางพื้นที่เรียกรวมๆ เมื่อกัดแล้วจะคันมากกว่ายุงและมักทิ้งรอยชัด...เป็นภาวะการอักเสบของผิวหนังที่เกิดขึ้นภายหลังการสัมผัสสารจากแมลง เช่น น้ำลายหรือพิษของแมลง ร่างกายเกิดปฏิกิริยาตอบสนองทางภูมิคุ้มกัน ส่งผลให้เกิดผื่นแดง ตุ่มนูน บวม คัน หรือปวด พบได้บ่อยบริเวณผิวหนังที่สัมผัสแมลงโดยตรง เช่น ขา แขน หรือบริเวณที่ไม่ได้ปกปิดข้อแนะนำประชาชนควรหลีกเลี่ยงการเกาและหลีกเลี่ยงการใช้สารที่ก่อการระคายเคือง หรือไม่มีหลักฐานทางการแพทย์รองรับนายแพทย์วีรวัต อุครานันท์ ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง เสริมว่า กลไกการเกิดโรคผื่นอักเสบจากแมลงกัดต่อย สารในน้ำลายหรือพิษของแมลงกระตุ้นการหลั่งสารก่อการอักเสบ เช่น histamine และ cytokines ทำให้เกิดอาการตุ่มแดงหรือตุ่มนูนหลายตำแหน่ง อาการคันรุนแรง“บางราย...มีอาการแสบหรือปวด อาจพบแผลถลอก สะเก็ด หรือมีน้ำเหลือง การเกาอย่างรุนแรงหรือเกาซ้ำๆ ทำให้ผิวหนังถลอก ส่งผลให้เชื้อแบคทีเรียจากผิวหนังสามารถเข้าสู่ชั้นผิวได้ง่ายขึ้น เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อแทรกซ้อนได้” นอกจากนี้ การอักเสบของผิวหนังร่วมกับการเกาสามารถกระตุ้นการทำงานของเซลล์สร้างเม็ดสี ทำให้เกิดรอยดำหลังการอักเสบ ซึ่งอาจคงอยู่นานหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน แม้ผื่นจะหายแล้วก็ตามนายแพทย์ทนงเกียรติ เทียนถาวร สถาบันโรคผิวหนัง ย้ำว่า แนวทางดูแลรักษาหลักการรักษา คือการลดการอักเสบ ลดอาการคัน และป้องกันการติดเชื้อ ได้แก่ ล้างบริเวณผื่นด้วยน้ำสะอาด ประคบเย็น เพื่อลดบวมและคัน ใช้ยาทาลดการอักเสบกลุ่ม corticosteroidsโดยเลือกความแรงตามความรุนแรงของอาการ ใช้ยาลดอาการแพ้...และใช้ยาปฏิชีวนะเฉพาะที่ในกรณีที่มีแผลเปิดหรือสงสัยการติดเชื้อในกรณีที่มีการ “ติดเชื้อรุนแรง” หรือ “แพร่กระจาย” เช่น บวมแดง ลาม เจ็บมาก มีหนองหรือมีอาการอักเสบของผิวหนังชั้นลึก อาจจำเป็นต้องพิจารณายาปฏิชีวนะแบบรับประทาน ภายใต้การประเมินและการสั่งยาของแพทย์เท่านั้นย้ำว่า...เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนและการดื้อยา ไม่ควรใช้ยาปฏิชีวนะรับประทานโดยไม่จำเป็นหรือโดยไม่ได้คำแนะนำจากแพทย์ เนื่องจากผื่นจากแมลงกัดต่อยส่วนใหญ่ ไม่ใช่การติดเชื้อแบคทีเรียตั้งแต่ต้น และการใช้ยาปฏิชีวนะเกินความจำเป็นอาจก่อให้เกิดการดื้อยาได้“ตัวคุ่น” หรือ “ริ้นดำ” หรือที่บางคนเรียกแมลงคุ่น มีลักษณะเป็นตัวจิ๋วคล้ายแมลงหวี่ มีสีดำ...เทาเข้ม ปากกัดฉีกผิวเพื่อดูดเลือด พบได้ในป่าเขาที่ชื้นสูง ใกล้ลำธาร หรือน้ำตกที่สะอาด น้ำไหลเชี่ยวแมลงจิ๋วตัวหนึ่งที่ว่านี้กลายเป็นประเด็นร้อน...เป็นภาพสะท้อนความเข้าใจผิด ความหวาดกลัว และช่องว่างความรู้ที่อาจทำให้ชีวิตคนไทยตกอยู่ในความเสี่ยงโดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะในโลกออนไลน์ที่ได้รับการแชร์อย่างกว้างขวาง จนทำให้หลายคนตื่นตระหนกและ...สงสัยว่าแมลงตัวจิ๋วตัวนี้ “มีพิษร้ายแรงถึงชีวิตจริงหรือ?” ความกังวลกับความเป็นจริงอาจจะสวนทางกัน เพราะข้อเท็จจริงทางการแพทย์ ระบุชัดว่า “ตัวคุ่น” ไม่ใช่แมลงพิษร้ายแรง...ท่องคาถาป้องกันตัวเองอยู่เสมอ “ตื่นตัวได้แต่อย่าตื่นตูม”.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม