การเลือกตั้งเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา สร้างประวัติศาสตร์การเมืองใหม่ๆ หลายเรื่อง เป็นการเลือกตั้งที่มีประชาชนใช้สิทธิมากที่สุดในประวัติศาสตร์ถึง 75.22% มีผู้ใช้สิทธิ 39,293,867 คน จากทั้งหมด 52,238,594 คน และอาจทำให้พรรคการเมืองของคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งผ่านการเลือกตั้งแค่ 2 ครั้ง เป็นแกนนำรัฐบาลนั่นก็คือพรรคก้าวไกล ที่ชนะเลือกตั้งได้ ส.ส.มากที่สุด 152 คน เป็น ส.ส.แบบเขต 113 คน แบบบัญชีรายชื่อ 39 คน ถ้าถือว่าคะแนนเลือก ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อเป็น “การเลือกพรรค” พรรคก้าวไกลได้ 1,596,653 คะแนน หรือ 48.25% ส่วนพรรคเพื่อไทยได้ 598,776 คะแนน หรือ 18.09% แพ้ทั้งสองประเภทผลการเลือกตั้ง เท่ากับเป็นการส่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ครองอำนาจมาจะครบ 9 ปี ในวันที่ 22 พฤษภาคมนี้ ให้วางมือและกลับบ้านตามวิถีทางประชาธิปไตย เนื่องจากพรรครวมไทยสร้างชาติ (รสทช.) ที่ พล.อ. ประยุทธ์เป็นผู้สมัครนายกรัฐมนตรีได้ ส.ส.แค่ 23 คน ไม่มีสิทธิ์ชิงนายกรัฐมนตรีต่างจากอีกลุงหนึ่ง คือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) รวมกับพรรค รทสช.เป็นฝ่ายอนุรักษนิยมที่แพ้ฝ่ายเสรีนิยม ที่มีพรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ แต่พรรค พปชร.ยังได้ ส.ส.ถึง 39 คน มีสิทธิ์ที่จะส่งบิ๊กป้อมรองนายกรัฐมนตรี กับหัวหน้าพรรคก้าวไกลนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ประกาศชัยชนะเสนอตัวเป็นผู้ชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยมีพรรคร่วมรัฐบาล 6 พรรค มี ส.ส. 310 ที่นั่ง แต่นายพิธาจะได้รับเลือกเป็นนายกฯคนที่ 30 ของประเทศไทยหรือไม่ ถ้าทำได้จะเป็นนายกฯหนุ่มที่สุดอีกคนหนึ่ง เมื่ออายุ 42 ปี แต่ไม่ใช่หนุ่มที่สุดนายกรัฐมนตรีที่หนุ่มที่สุดน่าจะได้แก่จอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกฯ 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่ออายุ 41 ปี เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2481 ครั้งที่ 2 เป็นนายกฯเมื่ออายุ 51 ปี เมื่อปี 2491 จนถึง 16 กันยายน 2500 จึงถูกยึดอำนาจ หัวหน้าคณะรัฐประหารไม่ใช่ใคร แต่เป็นอีกจอมพลที่เคยเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาก่อนการเลือกตั้ง 2566 ที่ผ่านมา พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผบ.ทบ. ให้สัมภาษณ์สื่อว่าทหารมีหน้าที่สนับสนุน การปกครองระบอบประชาธิปไตย เมื่อถูกถามว่าจะไม่มีรัฐประหารใช่หรือไม่ ผบ.ทบ.ตอบว่าคำพูดพวกนี้เคยบอกนักข่าวหลายครั้งแล้ว ไม่ควรพูด ไม่ควรถาม ทหารเป็นข้าราชการประจำ ไม่ใช่ข้าราชการการเมือง.