“Every decision comes at a cost”... สถานการณ์ระบาดในปัจจุบันก็ตกอยู่ในภาวะนี้เช่นกัน ณ จุดนี้ ย้ำแล้วว่าเป็นแนวทางแบบ “Save who can be saved”...ไม่ว่าจะเตือนเพื่อหวังให้ลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ แพร่เชื้อ ป่วย เสียชีวิต หรือลองโควิดก็ตาม “ขอเพียงมีกำลังใจ ใช้ความรู้ที่ถูกต้องนำทางการตัดสินใจประพฤติปฏิบัติ เราย่อมต้องป้องกันได้ ไม่ขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่ง หรือทั้งหมด...หากพลาดติด ก็หาทางป้องกันการแพร่ หาทางลดโอกาสป่วย และอื่นๆ รวมถึงหาทางป้องกันตัวไม่ให้ติดซ้ำได้”ที่พยายามทำตลอด 3 ปีกว่าที่ผ่านมาจนทุกวันนี้ ก็เพื่อการนี้ เพราะรู้ว่า “ราคา” ที่เกิดขึ้นจากการระบาดเละเทะนั้นมันมากมายมหาศาล ยาวนาน และกระทบทุกมิติ ทั้งสุขภาพ เศรษฐกิจ สังคมรศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ บอกอีกว่า เลือกฉีกมายืนสื่อสารสาธารณะมาหลายปี เพราะเห็นตั้งแต่ครึ่งปีแรกของการระบาดว่านี่คือสิ่งที่ตนต้องทำและคิดไม่ผิดเลยหากดูสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดหลายปีที่ผ่านมาพลิกแฟ้มข้อมูล “โควิด-19” เมื่อกลางเดือนที่ผ่านมา องค์การอนามัยโลกเผยแพร่ข้อมูลใน WHO Weekly Epidemiological Update (13 เม.ย.66) ระบุในรอบ 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่าภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลกมีการรายงานจำนวนเคสใหม่ และจำนวนเสียชีวิตลดลงกว่าช่วงเดือนก่อนหน้ายกเว้นภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออกทั้งนี้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีการรายงานเคสใหม่เพิ่มขึ้นถึง 481% และจำนวนเสียชีวิตเพิ่มขึ้นถึง 109% ในขณะที่แถบเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออก มีรายงานเคสเพิ่มขึ้น 144% และเสียชีวิตเพิ่มขึ้น 138% รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ปัจจุบันทาง WHO กำลังติดตามเฝ้าระวังโอมิครอน 7 สายพันธุ์ย่อย ได้แก่ XBB.1.5 (จัดเป็น Variant of Interest: VOI), และอีก 6 ตัวจัดเป็น Variants under Monitoring : VUM ได้แก่ BA.2.75, CH.1.1, BQ.1, XBB, XBB.1.16, XBB.1.9.1, และ XBFทั้งนี้ XBB.1.5 ระบาดไปแล้วราว 95 ประเทศทั่วโลก และครองสัดส่วนการระบาดอยู่ราวครึ่งหนึ่ง (47.9%) ...เป็นที่น่าสังเกตว่าจำนวนการสุ่มตรวจสายพันธุ์ของหลายประเทศ รวมถึงไทย มีจำนวนน้อยเกินกว่าที่จะประเมินสัดส่วนของสายพันธุ์ที่ระบาดได้สะท้อนให้เห็นว่า “XBB.x” นั้นเป็นสายพันธุ์ย่อยหลักของการระบาด และกระตุ้นเตือนให้เราระมัดระวัง ป้องกันตัวอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากดื้อต่อภูมิคุ้มกันมาก นอกจากนี้ยังดื้อต่อภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปหรือแอนติบอดีที่ใช้รักษาผู้ป่วยหลากหลายชนิดด้วย “ไม่ติดเชื้อหรือไม่ติดซ้ำ...ย่อมดีที่สุด”“การติดเชื้อโควิด-19 จะเสี่ยงต่อโรคภูมิต่อต้านตนเองหลายชนิด”วารสารการแพทย์ Nature Reviews Rheumatology เน้นย้ำให้ตระหนักถึงผลกระทบหลังจากที่ติดเชื้อโรคโควิด-19 โดยงานวิจัยชี้ให้เห็นว่า ผู้ที่ติดเชื้อโรคโควิด-19 นั้นจะมีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคภูมิต่อต้านตนเองได้มากขึ้นกว่าคนที่ไม่ติดเชื้อได้ถึง 2-3 เท่า ภายใน 6 เดือนหลังจากติดเชื้อเช่น เบาหวานชนิดที่ 1, ข้ออักเสบรูมาตอยด์, เอสแอลอี (SLE), ภาวะอักเสบของหลอดเลือด (vasculitis), และลำไส้อักเสบ (inflammatory bowel disease) นอกจากนี้ยังมีการศึกษาติดตามนานไปถึง 3-15 เดือน พบว่า โดยเฉลี่ยแล้วกลุ่มคนที่ติดเชื้อโรคโควิด-19 จะมีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคภูมิต่อต้านตนเองชนิดต่างๆ ได้มากกว่าคนที่ไม่ติดเชื้อถึง 42.6%ผลการศึกษาต่างๆข้างต้นเหล่านี้ สอดคล้องกับงานวิจัยอื่นทั่วโลกที่ชี้ให้เห็นว่า การติดเชื้อโรคโควิด-19 นั้นจะทำให้เกิดความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันตามมาได้ ซึ่งก็เป็นหนึ่งในคำอธิบายปัญหา “ลองโควิด” ที่เกิดขึ้นในผู้ป่วยจำนวนมากทั่วโลกด้วยสะท้อนอีกหนึ่งสถานการณ์ในอเมริกา ข้อมูลจาก US CDC ชี้ให้เห็นว่า “โอมิครอน” สายพันธุ์ ย่อย XBB.x นั้นก็ครองการระบาดกว่า 97% ...สายพันธุ์ย่อย XBB.1.16 เป็นตัวเต็งที่จับตามองมีเสียงเตือนจากหลากหลายผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกว่า XBB.1.16 หรือมีชื่อเล่นว่า “Arcturus” นั้นมีแนวโน้มที่จะเป็นม้าตัวเต็ง ที่จะครองบัลลังก์การระบาดเป็นตัวถัดไปจาก XBB.1.5 สำหรับประเทศใกล้เคียงอย่างแคนาดา สัดส่วนตรวจพบ XBB.1.16 ปัจจุบันอยู่ราว 6.25% โดย XBB.1.5 ยังเป็นหลักอยู่ที่ 64.75%ในขณะที่ข้อมูลจาก Weiland J ชี้ให้เห็นว่า การระบาดหนักของ XBB.1.16 ในอินเดียนั้นมีอัตราการขยายตัวในแต่ละสัปดาห์อย่างรวดเร็ว โดยมีค่า R ซึ่งบ่งถึงสมรรถนะในการแพร่ระบาดจากคนติดเชื้อไปสู่คนอื่นๆในสังคม “สูงกว่า” โอมิครอนสายพันธุ์ย่อยก่อนหน้านั้น ที่เคยระบาดมาทั้ง BA2.75, BA.5, รวมถึง XBB.1สอดคล้องกับงานวิจัยจากทีมงานมหาวิทยาลัย Yale ที่พิสูจน์ทางห้องปฏิบัติการแล้วว่า XBB.1.16 มีสมรรถนะในการแพร่สูงกว่า XBB.1, XBB.1.5 ชัดเจน แต่มีระดับการดื้อต่อภูมิคุ้มกันพอๆกันคาดว่า...สมรรถนะการแพร่ที่สูงขึ้นน่าจะมาจากลักษณะแอนติเจน และ...หรือมีการกลายพันธุ์ที่แตกต่างจากสายพันธุ์ก่อนหน้าด้วยข้อมูลวิชาการทั่วโลกที่มีอยู่เหล่านี้ จึงไม่ควรประมาทในการใช้ชีวิต ป้องกันตัวอย่างสม่ำเสมอ...สถานการณ์ไทยในขณะนี้ มีเคสติดเยอะขึ้น ยิ่งเห็นไปแออัดมากในงานเทศกาลโดยไม่ป้องกันตัว ความเสี่ยงย่อมมากขึ้นด้วย เตือนย้ำอยู่เสมอมาอย่างต่อเนื่อง ...ช่วงนี้ตามโรงพยาบาลมีเคสติดเชื้อแล้วป่วยมากขึ้นควรป้องกันตัวอย่างสม่ำเสมอ ไม่ประมาทกิจกรรมที่ต้องไปคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้คนจำนวนมาก ที่แออัดระบายอากาศไม่ดี รวมถึงการแชร์ของกินของใช้กัน ต้องระวังให้ดี เพราะสุดท้ายแล้วจะกลับสู่วงจร ติดแล้วไปแพร่ให้สมาชิกในครัวเรือน คนใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ คนที่อ้วน คนที่มีโรคประจำตัวต่างๆ รวมถึงเด็กๆคอยสังเกตสังกาอาการไม่สบายของตนเองและคนรอบข้าง“โควิด-19 ไม่ใช่หวัดธรรมดา ไม่กระจอก...ติดเชื้อแต่ละครั้ง ป่วยได้ รุนแรงได้ ตายได้ และเสี่ยงต่อลองโควิดที่บั่นทอนคุณภาพชีวิตระยะยาว เสี่ยงต่อโรคเรื้อรังได้ด้วย” ย้ำดังๆให้รู้กันว่า “XBB.x” นั้นดื้อภูมิคุ้มกันมากและดื้อแอนติบอดีที่ใช้รักษาด้วย“ความใส่ใจสุขภาพ ป้องกันตัวระหว่างใช้ชีวิตประจำวันจึงสำคัญมาก ติดแต่ละครั้ง ป่วยได้รุนแรงได้ ตายได้ และเสี่ยงต่อลองโควิด”รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ ฝากทิ้งท้ายว่า เราทุกคนควรป้องกันตัว อย่างสม่ำเสมอ ใช้ชีวิตอย่างมีสติ ไม่ประมาท เลี่ยงที่แออัด ระบายอากาศไม่ดี การใส่หน้ากากอย่างถูกต้อง จะช่วยลดความเสี่ยงลงไปได้มาก.