การเลือกตั้งในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ใครจะเป็นผู้ชนะ กลุ่มพรรคการเมืองฝ่ายเสรีนิยม ซึ่งมีพรรคเพื่อไทยเป็นผู้นำ หรือกลุ่มอนุรักษนิยมสืบทอดอำนาจรัฐประหาร แต่นักวิชาการหลายคนฟันธงว่าผู้ชนะ คือ “ประชานิยม” เพราะเป็นการแข่งขันกันแจกเงิน ใครแจกเงินได้มากกว่า โดนใจประชาชนมากกว่าสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แถลงว่า การเลือกตั้ง 2566 มีพรรคการเมืองลงแข่งขัน 70 พรรค ทั้งพรรคใหญ่ พรรคกลาง พรรคเล็ก และพรรคจิ๋ว ส่งรายงานวงเงินและที่มาของเงินที่จะใช้ในนโยบายต่างๆแล้ว 5 พรรค ยังไม่ครบถ้วน 4 พรรค รวมทั้งพรรคเพื่อไทย เจ้าของนโยบายหัวละหมื่นส่วนพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กับพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ซึ่งเคยเป็นแกนนำกลุ่มอำนาจนิยม ยังไม่ได้ส่งข้อมูลต่อ กกต.เกี่ยวกับวงเงินที่ใช้ ที่มาของเงิน ความคุ้มค่าและประโยชน์ของนโยบาย รวมทั้งต้องประเมินผลกระทบและความเสี่ยงของนโยบายต้องถือว่า กกต.ก็มีส่วนทำให้นโยบายประชานิยมเฟื่องฟู เพราะ กกต.มีมติว่านโยบายพรรคที่จะนำเงินแผ่นดินไปแจกประชาชนไม่ผิดกฎหมาย ไม่เข้าข่ายความผิด พ.ร.ป.การเลือกตั้ง ส.ส. ม.73 (1) ที่ห้ามสัญญาว่าจะให้ทรัพย์สิน หรือผลประโยชน์อื่นๆที่อาจคำนวณเป็นเงินได้ ไม่เป็นการทำผิดร้ายแรงแต่ชาวบ้านมองว่า การ “สัญญาจะให้” เพื่อจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ลงคะแนนให้ผู้สมัคร หรือพรรคใดเป็นความผิดร้ายแรง เท่ากับเอาเงินภาษีประชาชนซื้อเสียงประชาชน เมื่อ กกต.เห็นว่าไม่ผิด จึงเกิดการแข่งขันกันอย่างเอาเป็นเอาตาย ในการหาวิธีแจกเงินแผ่นดิน พรรคที่นำหน้าสุดขณะนี้ คือพรรคเพื่อไทยการเมืองไทยขณะนี้คือ การแข่งกันแจกเงิน ทั้งแจกด้วยเงินพรรคและเงินแผ่นดิน เริ่มแจกตั้งแต่การ “ดูด” ส.ส.จากพรรคอื่น หรือการตกปลาในบ่อเพื่อนหัวละนับสิบๆล้าน การซื้อผู้สมัคร ส.ส.เกรดดี บางพรรคอาจจ้างประชาชนไปฟังการปราศรัยหาเสียง การซื้อเสียง การแจกที่เอกอัครมโหฬารสุด คือ แจกผ่านนโยบายการเมืองไทยจึงเป็นระบอบ ที่บูชาเงินเป็นใหญ่ เรียกว่า “ระบอบธนาธิปไตย” ปัญหาเฉพาะหน้าขณะนี้ งบประมาณรายจ่ายปี 2567 กว่า 3 ล้านล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นงบประจำ เช่น เงินเดือนข้าราชการ จัดสรรให้กระทรวงต่างๆไปแล้ว เหลือเพียง 2 แสนล้านบาท จะเอาเงินที่ไหนมาแจก บางโครงการ 5 แสนล้านบาท.