คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ไม่ได้อยู่ใต้บังคับบัญชาของรัฐบาลเหมือนกับหน่วยราชการอื่นๆ เพราะ กกต.มีอำนาจหน้าที่ที่สำคัญ ควบคุมดูแลการเลือกตั้ง ให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม กรรมการ กกต.จึงต้องมาจากบุคคลผู้มีความรู้ความชำนาญในหลากหลายสาขารัฐธรรมนูญระบุว่า กรรมการ กกต.ต้องเป็นผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญสาขาวิชาการต่างๆ มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และเคยดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดี อธิบดีผู้พิพากษา ผ่านการสรรหาโดยคณะกรรมการสรรหา กกต.มีกรรมการ 7 คน มีวาระการดำรงตำแหน่ง 7 ปี และดำรงตำแหน่งเพียงวาระเดียวมีเสียงวิจารณ์การเดินทางไปต่างประเทศของกรรมการ 6 คน จากทั้งหมด 7 คน และมีคำชี้แจงจากสำนักงาน กกต.ว่า เป็นการเดินทางไปดูงานจัดการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร จัดขึ้นทุกครั้งที่มีการเลือกตั้งนอกประเทศ เพื่อเตรียมความพร้อม รับฟังปัญหาที่เกิดขึ้น รวมทั้งการบริหารการเลือกตั้งแต่ละประเทศกกต.ชี้แจงปีนี้กระทรวงการต่างประเทศได้เชิญ กกต.ให้เดินทางไปร่วมโครงการเตรียมการ และติดตามการเลือกตั้งด้วย กกต.เห็นว่าเป็นโครงการที่มีประโยชน์จึงเข้าร่วม โดยกำหนดการเดินทางระหว่างวันที่ 4 ถึง 24 เมษายน ไม่ได้เดินทางไปพร้อมกัน หากมีเรื่องด่วนอาจนัดหมายประชุมได้ตามปกติแม้จะฟังคำชี้แจงของ กกต.แล้ว แต่ฝ่ายนักการเมืองบางคนก็ยังกังขาอยู่ เช่น นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ประธานยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนนโยบายพรรคเสรีรวมไทย กล่าวว่า หากเป็นการเดินทางในวันหยุด และใช้เงินส่วนตัว คงไม่มีใครเขาว่า แต่ใช้เงินราชการไปตรวจการเลือกตั้ง นอกประเทศ จึงถูกวิพากษ์วิจารณ์นักการเมืองอีกคนหนึ่งที่วิจารณ์ การเดินทางดูงานต่างประเทศของ กกต. ได้แก่ นายรังสิมันต์ โรม โฆษกพรรคก้าวไกล นายรังสิมันต์ถามตรงๆว่า ไปศึกษาดูงานหรือไปเที่ยวกันแน่ เพราะจากการไปศึกษาดูงานที่ผ่านมา ประเทศไทยยังไม่ได้ประโยชน์ เช่น กรณีเว็บไซต์ กกต.ล่ม ทำให้ไม่สามารถลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าได้เหตุที่นายรังสิมันต์ถาม กกต.อย่างตรงไปตรงมา “ไปศึกษาดูงานหรือไปเที่ยวกันแน่” อาจเพราะได้เห็นตัวอย่างมากมายในองค์กรหรือหน่วยงานของรัฐ เช่น รัฐวิสาหกิจต่างๆ ที่ค่อนข้างจะเป็นอิสระจากการควบคุมของรัฐบาล และมีรายได้เป็นของตน จึงเป็นประเพณีไปเที่ยวต่างประเทศโดยอ้างว่าศึกษาดูงาน.