“NSTDA Core Business” นำพลังวิจัยไปรับใช้สังคมและเชื่อมโยงไปสู่การเป็นขุมพลังหลักด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) เพื่อขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจ BCG สู่ความยั่งยืนคือวิสัยทัศน์ใหม่ล่าสุดของ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) หลังจากบ่มเพาะความเชี่ยวชาญมานานกว่า 30 ปี และประกาศในการประชุมวิชาการประจำปี สวทช. ครั้งที่ 18 (18th NSTDA Annual Conference : NAC2023) โดยมุ่งเป้าขับเคลื่อน สวทช.ให้เป็น “ขุมพลังหลักของประเทศ” ในการใช้ประโยชน์จาก วทน.มาสร้างกระบวนการวิจัยและกลไกที่จะนำไปสู่การใช้ประโยชน์จริง เพื่อแก้ปัญหาที่เป็นโจทย์สำคัญเร่งด่วนของประเทศในทุกภาคส่วนและที่สำคัญคือ “ประชาชนและชุมชนต้องเข้าถึงงานวิจัยที่ใช้ได้จริง” โดยเบื้องต้น สวทช.ได้คัดเลือกงานวิจัยที่เป็นความเชี่ยวชาญและตอบโจทย์ความต้องการของสังคมและเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศใน 4 เรื่องหลัก คือ 1.Traffy Fondue แพลตฟอร์มบริหารจัดการปัญหาเมือง 2.Digital Healthcare Platform แก้ปัญหาการบริการด้านสาธารณสุขของ ประเทศ 3.FoodSERP แพลตฟอร์มให้บริการผลิตภัณฑ์อาหารฟังก์ชัน ผลิตภัณฑ์เวชสำอางและผลิตภัณฑ์กลุ่มสารให้ประโยชน์เชิงหน้าที่ (Functional ingredient) ในรูปแบบ One stop service และ 4.Thailand i4.0 Platform ให้บริการ Digital Transformation สำหรับภาคอุตสาหกรรมการผลิตแบบครบวงจร“NSTDA Core Business คือการระดมความเชี่ยวชาญของบุคลากรจากหลายส่วนงานมาขับเคลื่อนและผลักดันสมรรถนะหลักขององค์กร ให้นําผลงานวิจัยมาสู่การใช้ประโยชน์จริงผ่านเครือข่ายพันธมิตร และสร้างผลกระทบกับประชาชน ส่วนใหญ่ของประเทศ ยกตัวอย่าง เทคโนโลยีในด้านดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งปัจจุบันมีความก้าวหน้าไปมาก แต่ประเทศไทยยังไม่สามารถนำมาประยุกต์ใช้งานในภาคส่วนต่างๆได้มากเท่าที่ควร ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ สวทช.เล็งเห็นความสำคัญ โดยตั้งเป้าหมายเพื่อให้เทคโนโลยีดิจิทัลถูกนำมาใช้งานในสังคมได้มากขึ้น เช่น Traffy Fondue แพลตฟอร์มรับแจ้งและบริหารจัดการปัญหาเมืองในระดับจังหวัด ซึ่งปัจจุบันรับแจ้งปัญหาแล้วมากกว่า 260,000 เรื่อง ช่วยลดเวลารับแจ้งปัญหาถึง 15 ล้านนาที มีการขยายผลการใช้งานไป 8,544 หน่วยงาน ใน 50 จังหวัด หรือ Digital Healthcare Platform แก้ปัญหาการบริการด้านสาธารณสุขของประเทศ ผ่าน A–MED Telehealth แพลตฟอร์มหลังบ้าน เพื่อช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถทำงานบนข้อมูลเดียวกันในการตรวจ รักษาและติดตามผู้ป่วย และมีการขยายผลสู่ระบบ A–MED Home Ward ระบบบริการดูแลผู้ป่วยในที่บ้านและขยายผลสู่ระบบ A–MED Care ระบบการดูแลโรคทั่วไป หรือการเจ็บป่วยเล็กน้อย 16 อาการแก่ ผู้ใช้สิทธิบัตรทอง สามารถรับยาฟรีที่ร้านยาคุณภาพใกล้บ้าน เป็นต้น” ศ.ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผอ.สวทช. กล่าวถึงที่มาของนโยบาย NSTDA Core Businessขณะเดียวกันที่จะทำพร้อมกันคือ นโยบาย 4 การขับเคลื่อน ได้แก่ 1.เกษตรอาหาร 2.สุขภาพการแพทย์ 3.พลังงาน วัสดุ และเคมีชีวภาพ และ 4.ดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์ การพัฒนาเชิงพื้นที่ การพัฒนาเทคโนโลยีและองค์ความรู้ขั้นแนวหน้า และการเตรียมกำลังคน ผู้เชี่ยวชาญและผู้ประกอบการและ 4 การส่งเสริม ได้แก่ 1.การส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวก 2.การยกระดับความสามารถของกำลังคน 3.การยกระดับเครือข่ายพันธมิตรต่างประเทศ และ 4.การปรับกฎหมาย กฎระเบียบให้เอื้อต่อการพัฒนา BCG Economy model เพื่อให้เกิดการนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงและก่อให้เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของประเทศใน 4 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายคือ 1.เกษตรและอาหาร 2.สุขภาพและการแพทย์ 3.พลังงาน วัสดุ และเคมีชีวภาพ และ 4. เศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยมีเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นฐานในการพัฒนา“สวทช.ได้นำวิสัยทัศน์และผลงานวิจัยพร้อมใช้สำหรับการต่อยอดในเชิงพาณิชย์ไปจัดแสดงและจับคู่ทางธุรกิจในงาน NAC 2023 วันที่ 28–31 มี.ค.ที่ผ่านมา ปรากฏว่าได้รับความสนใจจากภาคธุรกิจจำนวนมากทั้งเรื่องการคัดเลือกและพัฒนาสายพันธุ์จุลินทรีย์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เรื่องเทคโนโลยีด้านโอมิกส์ที่นำไปสู่การปรับปรุงพันธุ์แบบแม่นยำ ในการคัดเลือกในพืชสำคัญของประเทศ เช่น ข้าว ข้าวโพด มะเขือเทศ พืชสมุนไพร กัญชา กัญชง บัวบก พืชผักและไม้ผล เทคโนโลยีการผลิตส่วนผสมฟังก์ชันจากจุลินทรีย์โพรไบโอติก การสังเคราะห์อนุภาคนาโนเพื่อนำส่งสารสกัดจากพืชตระกูลกัญชง–กัญชา เทคโนโลยีการกักเก็บพลังงาน และแพลตฟอร์มแพ็กแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้า MycoSMART เป็นต้น” ผอ.สวทช. กล่าว ศ.ดร.ชูกิจ ยังระบุด้วยว่า งานวิจัยของ สวทช.จะแก้ปัญหา “คอขวด” ที่งานวิจัยของประเทศไทยจำนวนมากยังไม่สามารถผลักดันไปสู่การใช้จริงในภาคส่วนต่างๆได้ โดย สวทช.พร้อมส่งมอบผลงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อสร้างผลกระทบให้กับประเทศ โดยนำความรู้ เครื่องมือ และความเชี่ยวชาญของ สวทช.ไปแก้ปัญหาที่สำคัญของประเทศ และทำให้เกิดการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างเป็นรูปธรรม โดยในระยะแรกจะมุ่งเน้นภาคเอกชนที่มีความพร้อมจะพัฒนาด้วยการวิจัยและหน่วยงานในพื้นที่ เช่น กรุงเทพมหานคร ตลอดจนขับเคลื่อนให้ภาคเอกชนมาใช้งานอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น“ทีมข่าววิทยาศาสตร์” มองว่าการปรับทัพ ปรับวิสัยทัศน์องค์กรครั้งใหม่ของ สวทช.เป็นเรื่องที่ดีในฐานะหน่วยงานวิจัยระดับประเทศ แต่ที่ต้องขอฝากคือ สวทช.เป็นองค์กรใหญ่ วิธีคิดหรือชุดความคิดใหม่ๆ หรือมายเซต (Mindset) จะต้องทันสมัยและสอดคล้องรวมถึงความต้องการของประเทศและของสังคมดังนั้น งานวิจัยหรือนโยบายที่ออกมาจะไม่มีความหมายเลย ถ้ามันใช้ไม่ได้หรือไม่ถูกนำไปใช้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมในมิติต่างๆ อย่างแท้จริงถึงเวลาปลดล็อกงานวิจัยเพื่อสร้างงานตอบโจทย์สังคมและประเทศอย่างแท้จริง.ทีมข่าววิทยาศาสตร์