เข้าโหมดสงกรานต์ เทศกาลปีใหม่ไทยห้วงวันหยุดยาว ประชาชนส่วนใหญ่เตรียมตัวเดินทางกลับบ้านต่างจังหวัด ทำบุญตักบาตร เฉลิมฉลองกับครอบครัว ท่องเที่ยว สาดน้ำดับร้อน ภายใต้อุณหภูมิทะลักปรอทช่วงแห่งความสุข สนุกสนาน เวลาหยุดเดินชั่วขณะแต่ที่ไม่หยุดก็คือ “นักเลือกตั้งอาชีพ” บรรดาป้อมค่ายการเมืองเพราะนี่คือห้วงเวลา “นาทีทอง” ที่จะได้เดินสายลงพื้นที่หาเสียงกับชาวบ้านที่อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา จังหวะที่ประชากรหนาแน่นตามเทศกาลสะดวกและง่ายต่อการบุกเข้าไปขอคะแนนเป็นกลุ่มเป็นก้อนภายหลังจาก “ติดเบอร์” ผ่านพิธีกรรมการสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อย่างเป็นทางการทั้ง ส.ส.ระบบเขตเลือกตั้ง และ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ตามโจทย์สถานการณ์ที่ค่อนข้างยากในการหาเสียง กับสภาพกระจัดกระจาย แต่ละเขตเลือกตั้ง ผู้สมัคร ส.ส.พรรคเดียวกัน แต่คนละเบอร์ แยกคนละหมายเลข มีแค่บางส่วนที่อาจได้เบอร์ตรงกันต้องเน้นย้ำกันให้ดีๆไม่ให้สับสนขณะที่ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ก็หาเสียงยากหน่อย แต่ก็ยังดูง่ายกว่าระบบเขตเลือกตั้ง จากการที่มีพรรคการเมืองจำนวนมากเกินครึ่งร้อยพรรค ยื่นใบสมัคร ส.ส.ระบบ บัญชีรายชื่อไม้ประดับเบ่งบาน แห่กันมาอื้อซ่าและก็บังเอิญว่า พรรคที่ชื่อไม่คุ้นหู อยู่ในข่ายโนเนม แต่มือดี จับสลากได้เบอร์สวย คว้าหมายเลขตัวเดียวไปครองเกือบหมด ส่วนพรรคใหญ่ ยี่ห้อดัง ต่างดวงจู๋ จับได้เลข 2 หลักเบอร์จำยาก แถมทำท่าหาเสียงลำบากกว่าแต่ในบรรดาสารพัดยี่ห้อกว่า 60 พรรค ถ้าไม่โกหกตัวเองก็หวังลุ้นได้จริงๆแค่ 7–8 ค่ายเท่านั้น ไม่ได้ดูถูก แต่วัดกันจากตัวเลขโพลมาตรฐาน ไม่นับโพลรับจ้างแห่ โฟกัสอยู่แค่พรรคภูมิใจไทย หมายเลข 7 พรรคชาติพัฒนากล้า หมายเลข 14 พรรคชาติไทยพัฒนา หมายเลข 18 พรรครวมไทยสร้างชาติ หมายเลข 22 พรรคเสรีรวมไทย หมายเลข 25พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 26 พรรคเพื่อไทย หมายเลข 29 พรรคก้าวไกล หมายเลข 31 พรรคไทยสร้างไทย หมายเลข 32 พรรคพลังประชารัฐ หมายเลข 37แค่ทีมเซราะกราวที่มือดี ได้เลขตัวเดียวพรรคใหญ่ เต็งหาม เต็งรอง ได้เบอร์ 2 หลัก กองเชียร์เซ็งไปตามๆกันแต่มันก็แค่องค์ประกอบหนึ่งเท่านั้น เพราะปัจจุบันเป็นยุคโซเชียลฯง่ายต่อการกระจายข่าวสาร จุดสำคัญยังมีอีกหลายปัจจัยในการดึงคะแนนนิยมจากประชาชน จูงใจให้คนกาบัตรเลือกเป็นผู้แทนฯอยู่ที่แผนการหาเสียงอีกเดือนกว่าจากนี้ไปโดยเฉพาะจุดขายคือแคนดิเดตนายกฯแต่ละพรรคที่เปิดหน้าโชว์ตัวออกมาหมดแล้ว แนวโน้มก็เป็นไปตามกระแสข่าวที่ออกมาก่อนหน้า ไม่มีเซอร์ไพรส์และนั่นก็อิงตามโพลที่สำรวจมาต่อเนื่อง ใครนำ ใครตาม พอเห็นกันอยู่“อุ๊งอิ๊ง” แพทองธาร ชินวัตร จากพรรคเพื่อไทย ผลัดกันนำผลัดกันตามกับ “หนุ่มทิม” พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ จากพรรคก้าวไกล โดยมี “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์ โอชา นายกฯ และ รมว.กลาโหม จากค่ายรวมไทยสร้าง ชาติ ตามมาอยู่ในลำดับที่ 3ลำดับ “นายกฯโพล” นิ่งมาพักใหญ่แล้วขณะที่แนวโน้มคะแนนนิยมพรรคการเมือง “เต็งหนึ่ง” ยืนระยะยาวเลยก็คือพรรคเพื่อไทย ต่อด้วยพรรคก้าวไกลที่ตามมาห่างๆ พรรคภูมิใจไทย ค่ายรวมไทยสร้างชาติ พรรคพลังประชารัฐ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคเสรีรวมไทย ฯลฯการันตีแชมป์ ลุ้นแค่ท็อปโฟร์ ลำดับสอง ลำดับสาม ลำดับสี่ ตามสถานการณ์แบบที่มีการขยับข้ามช็อตไปว่ากันถึงขั้นจับขั้วรัฐบาลล่วงหน้า กับสูตรล่าสุดที่นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ “ตัวตึง” พรรคเสรีรวมไทย เสนอแผนการจัดตั้งรัฐบาล เป็นการแท็กทีมระหว่างขั้วฝ่ายค้านเดิมคือ พรรคเพื่อไทย ก้าวไกล เสรีรวมไทย ประชาชาติ เพื่อชาติ บวกไทยสร้างไทยถ้าเกิน 300 เสียงจบ ไปกดดัน “ส.ว.ลากตั้ง” โหวตอีก 75 เสียง เป็นรัฐบาลแต่หากแท็กทีมพรรคร่วมฝ่ายค้านเดิมไม่ได้ ก็ให้เลือกดึงพรรคร่วมรัฐบาลเดิม ระหว่างพรรคภูมิใจไทย หรือพรรคประชาธิปัตย์ พรรคใดพรรคหนึ่ง เติมให้เกิน 300 เสียง บีบให้ “ส.ว.ลากตั้ง” โหวตผ่านนายกฯส่งพรรคของ 2 ลุง ไปนั่งเป็นฝ่ายค้าน“ฝันหวาน” สไตล์ “ตัวตึง” ที่แอบลุ้นให้ค่ายตัวเองได้เอี่ยวเป็นพรรคร่วมรัฐบาลถ้าไม่บังเอิญว่า สถานการณ์จริงมันไม่ง่าย เกมอำนาจบนเงื่อนไขความขัดแย้งแบ่งขั้วยังระอุได้ทุกเมื่อ เส้นทางถึงจุดหมายปลายธง มันสลับซับซ้อน ต้องฝ่าอีกหลายค่ายกลลำพังแค่ด่านอรหันต์ “250 ส.ว.ลากตั้ง” ก็หนทางวิบากสุดๆนี่แหละคือจุดที่บีบให้ “นายห้างดูไบ” ต้องโหมยุทธการแลนด์สไลด์ ไฟต์บังคับต้องกวาด ส.ส.เหมาแผ่นดินให้ได้เกิน 310 ที่นั่ง ไฟต์บังคับเบ่งกันหน้าดำหน้าเขียวการันตีตั้งรัฐบาลได้พรรคเดียว ไม่ต้องเอี่ยวกับใคร นั่นหมายถึง “นายห้างดูไบ” รู้อยู่แก่ใจดีกว่าใคร แค่ชนะเลือกตั้งไม่พอการันตีเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ เสียงมากสุดก็ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายว่าจะได้ครองเก้าอี้นายกรัฐมนตรีตราบใดที่ด่านด้านความมั่นคงยังไร้สัญญาณไฟเขียวผ่านตลอดสูตรรัฐบาลผสมเพื่อไทยกับทีมก้าวไกล ตัดออกจากสารบบไปได้เลย เพราะมันน่าเสียวไส้ “เด็กห้าว” แท็กทีมรวมพลัง “นายใหญ่ฝังแค้น” ร้อนแรงเกินห้ามใจอันตรายต่อสุขภาพของฝ่ายคุมเกมอำนาจโอกาสเดียวของ “นายใหญ่” คือ “แลนด์สไลด์” เพื่อล็อกสิทธิจัดตั้งรัฐบาล โดยไม่ต้องมีทีมเด็กอันตราย ไร้พรรคก้าวไกลอยู่ในสมการลุ้นวีซ่ากลับบ้าน ตีตั๋วผ่านด่านความมั่นคงและอย่างที่เห็นธงชัดๆ “ทักษิณ ชินวัตร” กดปุ่มพรรคเพื่อไทยเดินหน้ากวาด ส.ส. โดยไม่สนพันธมิตร ไม่คิดหลบหลีก เว้นพื้นที่กับพรรคก้าวไกลจากแนวร่วมฝ่ายประชาธิปไตย เริ่มเว้นระยะห่างออกไปทุกขณะสังเกตได้ตามจังหวะโพลสะท้อนคะแนนนิยมพรรคก้าวไกลไล่จี้ติดพรรคเพื่อไทย อารมณ์ของทีมนายห้างดูไบที่ปะทุใส่ทีมเด็กรุ่นใหม่ก็ระอุตามสถานการณ์เริ่มลามจาก “เสี่ยอ้วน” นายภูมิธรรม เวชยชัย แกนนำทีมนักรบห้องแอร์ ฝ่ายกุนซือของ “นายใหญ่” ที่เปิดฉากกระแทกใส่พรรคก้าวไกลจุดชนวนปะทะ แยกตัวออกจากแนวร่วมอารมณ์ปะทุจุดแตกหักหนักขึ้น เมื่อถึงคิวของตัวพ่ออย่าง “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” แกนนำคณะก้าวหน้า ด่าลอยๆพรรคที่เอ่ยอ้างตัวเป็นฝ่ายประชาธิปไตย แต่ถึงเวลาก็ไปเกณฑ์นักเลือกตั้งอาชีพจากบ้านใหญ่ที่รับใช้ฝ่ายเผด็จการกลับมา เป้าหมายเพียงเพื่อชนะเลือกตั้ง ทวงเกมอำนาจกระตุกหนวด “นายใหญ่” ฉุนขาด ด่าเหมาพรรคก้าวไกลนิสัยเหมือนคนประชาธิปัตย์อาการหมั่นไส้ยังลามมาถึงคิวล่าสุดที่ปิยบุตร แสงกนกกุล อดีตเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ โพสต์ผ่าน ทวิตเตอร์อัดแรงๆ “อย่าโม้ เหม็นขี้ฟัน”ล็อกเป้าเบิ้ลใส่นายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกฯในบัญชีพรรคเพื่อไทย ที่ชูธงจัดการล้างบางผลพวงจากรัฐบาลทหารเฒ่า ทั้งๆที่เคยเป็นรัฐบาลเสียงข้างมากมาแล้ว แต่จนวันนี้ก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นถ้าอยากลบล้างผลพวกรัฐประหาร ต้องเลือกพรรคก้าวไกล“ปิยบุตร–ธนาธร” ตัวตึงทีมเด็กรุ่นใหม่ เปิดโหมดท้ารบกับกองทัพ “นายใหญ่”ศึกแย่งฐานคะแนนนิยมที่ทับซ้อนในฝ่ายแอบอิงประชาธิปไตยล้อไปกับโพลมาตรฐานอย่าง “นิด้าโพล” สะท้อนคะแนนนิยมคนกรุงเทพฯต่อ “ว่าที่นายกรัฐมนตรีในดวงใจ” ตัวเลขของ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” เบียดแซง “อุ๊งอิ๊ง” ขึ้นลำดับหนึ่งและนั่นน่าจะหมายรวมถึงสถานการณ์ในหัวเมืองใหญ่ จังหวัดที่มีมหาวิทยาลัย คะแนนนิวโหวตเตอร์รวมกับชนชั้นกลาง ดันแต้มพรรคก้าวไกลปาดหน้าพรรคเพื่อไทย“ตัวตึง” ทีมสีส้มเลยเร่งเกมขย่มกลับทีม “นายห้างดูไบ”ยกระดับเป็นตัวแปรกระแส “ตัดแต้ม” แลนด์สไลด์ ของจริง.“ทีมการเมือง”