การเมืองประเทศไทยในขณะนี้ ต้องถือว่าตกอยู่ในภาวะสับสน ทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ ทั้งฝ่ายบริหาร การประชุมสภา ล่มมาแล้วเกือบ 30 ครั้ง ซ้ำซากจนไม่อยากนับ ล่าสุดสภาล่มเมื่อวันที่ 18 มกราคม หลังประชุมได้แค่ 22 นาที ก่อนการประชุม ประธานสภาผู้แทนราษฎรแจ้งว่าขณะนี้ มี ส.ส.อยู่ 432 คน จากทั้งหมด 500มี ส.ส.เข้าร่วมประชุม 220 คน ครบองค์ประชุม แต่เมื่อถึงเวลาลงมติ เหลือ ส.ส.อยู่เพียง 203 คน ไม่ครบองค์ ประชุมคือ 216 ขึ้นไป ประธานจึงสั่งปิดประชุม นักข่าวถามนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี “เนติบริกร” ว่ารัฐบาลจะปล่อยให้การบริหารบ้านเมืองถูลู่ถูกังแบบนี้หรือ คำตอบก็คือยังไม่ถูลู่ถูกังฝ่ายรัฐบาลก็ไม่น้อยหน้า หลังจากที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ย้ายไปอยู่พรรครวมไทย สร้างชาติ (รทสช.) กลายเป็นคู่ชิงนายก รัฐมนตรี กับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ต้องหักเหลี่ยมเฉือนคมกันเข้มข้น เพื่อแย่งชิงผู้สมัคร ส.ส.แย่งชิงกันแม้แต่นโยบายหาเสียง โดยเฉพาะเรื่องบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่ชาวบ้านเรียกว่า “บัตรคนจน” พล.อ.ประวิตร เรียก “บัตรประชารัฐ” แต่คนของพรรค รทสช.ยืนยัน เป็นโครงการที่ พล.อ.ประยุทธ์ริเริ่ม ส่วนปัญหาสภาล่ม นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เชื่อว่าสภาจะล่มตลอดไป จนกว่าจะยุบสภาเหตุที่สภาล่มซ้ำซากมีรากเหง้ามาจากรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ทำให้เกิดพรรคมากที่สุดในโลก มี ส.ส.ในสภา 26 พรรค ส่วนใหญ่เป็นพรรคเล็กพรรคจิ๋ว มี ส.ส.แค่พรรคละคนสองคน เมื่อเปลี่ยนการเลือกตั้งมาใช้บัตร 2 ใบ ทำให้ ส.ส.ต้องย้ายพรรคกันอลหม่าน ไม่สนใจการประชุมสภา มุ่งตั้งหน้าหาพรรคหาเสียงมากกว่าพิสูจน์ชัดเจนว่า ส.ส. (บางส่วน) เลือกประโยชน์ส่วนตัว มากกว่าประโยชน์ประเทศและประชาชน ดังที่ชอบกล่าวอ้าง ไม่ยอมทำหน้าที่สำคัญที่สุดของ ส.ส. คือการประชุม เพราะ ส.ส.เป็นฝ่ายนิติบัญญัติ มีหน้าที่หลักคือการออกกฎหมาย จึงต้องประชุม ถ้าไม่ประชุมจะออกกฎหมายอย่างไร รัฐบาลก็บริหารประเทศไม่ได้รัฐบาลอาจจำเป็นต้องอยู่กันไป แบบถูลู่ถูกัง สภากลายเป็นสภาเป็ดง่อย มีเสียงวิจารณ์จากนักการเมืองบางคนว่าสภาพของรัฐบาลและรัฐสภาที่อ่อนแอ ขาดเสถียรภาพ เป็นความจงใจของฝ่ายอำนาจนิยม ที่ไม่ต้องการให้ฝ่ายประชา ธิปไตยเข้มแข็ง อ้างว่าพรรคที่เสียงข้างมากจัดตั้งรัฐบาลได้ เป็นเผด็จการรัฐสภา.