สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐฯ หรือ U.S. Immigration and Customs Enforcement เรียกสั้นๆ ว่า ICE เป็นหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ สังกัดกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ ก่อตั้งขึ้นเมื่อ ค.ศ.2003 ภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ เกิดจากการยุบและรวมหน่วยงานเดิม 2 แห่งเข้าด้วยกันคือ สำนักงานศุลกากรและสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและสัญชาติ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการภัยคุกคามภายในประเทศICE ทำหน้าที่เป็นหน่วยสืบสวนเพื่อความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ คล้ายตำรวจสืบสวนกลางหรือเอฟบีไอ เน้นที่อาชญากรรมข้ามชาติซึ่งกระทบต่อความมั่นคงของสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็นการค้ามนุษย์ การลักลอบขนยาเสพติด อาชญากรรมไซเบอร์ และการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา รวมทั้งเป็นหน่วยบังคับใช้กฎหมายในการติดตาม จับกุม กักขัง และเนรเทศผู้อพยพที่ทำผิดกฎหมายหรือไม่มีเอกสารให้ออกนอกประเทศหลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นประธานาธิบดีสมัยที่ 2 มีการขยายอำนาจและงบประมาณให้กับ ICE อย่างมาก เพื่อเร่งเนรเทศผู้อพยพจำนวนมหาศาลออกจากสหรัฐฯ ทรัมป์ไฟเขียวในการจัดการผู้อพยพอย่างสุดลิ่มทิ่มประตู โดยให้อำนาจเจ้าหน้าที่ ICE อย่างเต็มที่ มีการผ่อนปรนข้อบังคับในการตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าที่ ทำให้ขาดการตรวจสอบการปฏิบัติงานในศูนย์กักกัน และการที่ฝ่ายบริหารบอกว่าผู้อพยพคือผู้บุกรุกหรือภัยคุกคาม ทำให้เจ้าหน้าที่หน้างานรู้สึกว่าการใช้ความรุนแรงหรือมาตรฐานที่เข้มงวดเกินไปเป็นสิ่งที่ทำได้ICE ถูกวิจารณ์ว่าทำงานแบบลุแก่อำนาจ โดยไม่เกรงกลัวผลกระทบระหว่างประเทศ ถ้าผู้อ่านท่านยังจำได้ ค.ศ. 2025 เจ้าหน้าที่ ICE นับร้อยนาย บุกตรวจค้นโรงงานผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ซึ่งเป็นซัพพลายเออร์ให้กับค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ในรัฐจอร์เจีย มีการกักตัวพนักงานชาวเกาหลีใต้กว่า 300 คน การบุกจับแบบเหวี่ยงแหแสดงให้เห็นว่า แม้แต่นักลงทุนต่างชาติซึ่งเป็นพันธมิตรของสหรัฐฯอย่างเกาหลีใต้ ก็ไม่อาจต้านทานกระแสชาตินิยมสุดโต่งนี้ได้ภาพของเจ้าหน้าที่ ICE พร้อมอาวุธครบมือปิดล้อมโรงงานแบบไม่ให้เกียรตินักลงทุนต่างชาติที่นำเม็ดเงินเข้าสู่สหรัฐฯทำให้ทั้งโลกตะลึง การบุกจับกุมในครั้งนั้นทำให้เกิดข้อพิพาททางการทูตระหว่างสหรัฐฯและเกาหลีใต้ ท้ายที่สุดคนงานเกาหลีใต้มากกว่า 300 คน ต้องเดินทางกลับประเทศด้วยเครื่องบินเช่าเหมาลำของสายการบินโคเรียนแอร์แม้ว่าจะถูกโลกประณามถึงการใช้ความรุนแรงกับคนต่างชาติทั้งที่พำนักถูกกฎหมายและผู้อพยพผิดกฎหมาย แต่ดูเหมือนว่าทรัมป์ก็ไม่ได้แยแสอะไร ในทางตรงข้าม เจ้าหน้าที่ ICE กลับใช้ความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆค.ศ.2025 มีผู้เสียชีวิตกว่า 30 ราย ในความควบคุมของ ICE เป็นปีที่มีการเสียชีวิตของผู้ถูกควบคุมมากที่สุดตั้งแต่ ค.ศ.2004 สาเหตุการตายส่วนใหญ่เกิดจากโรคประจำตัว ภาวะแทรกซ้อนทางการแพทย์ และบางกรณีเกิดจากการฆ่าตัวตายหรือเกิดจากการไม่ดูแลอย่างเพียงพอผู้อ่านท่านที่เคารพ ตั้งแต่ 1 มกราคม 2026 ยังคงมีรายงานผู้เสียชีวิตอย่างต่อเนื่อง ทั้งในศูนย์กักกันและระหว่างกระบวนการควบคุมตัว จนถึงวันที่ผมเขียนเปิดฟ้าส่องโลกรับใช้ท่านขณะนี้ มีผู้อพยพอย่างน้อย 7 ราย เสียชีวิตขณะอยู่ในความดูแลของหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองของรัฐบาลกลางรายแรกของปี 2026 คือ เกรัลโด ลูนาส คัมโปส สัญชาติคิวบา ตายที่ศูนย์กักกันในเมืองเอลปาโซ รัฐเท็กซัส เมื่อ 3 มกราคม 2026 ผลชันสูตรระบุว่าเป็นการฆาตกรรมจากการขาดอากาศหายใจเพราะถูกกดทับที่คอและลำตัว และรายล่าสุดคือ ลอร์ธ ซิม สัญชาติกัมพูชา อายุ 59 ปี ตายขณะถูกควบคุมตัวโดย ICE เมื่อ 16 กุมภาพันธ์ 2026นโยบาย Hardline หรือนโยบายสายแข็งของรัฐบาลทรัมป์ คือยุทธศาสตร์การจัดการปัญหาคนเข้าเมืองแบบประนีประนอมเป็นศูนย์ เน้นความเด็ดขาดและบังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มรูปแบบ ไม่สนมนุษยธรรม ไม่แคร์สิทธิมนุษยชน ผลักประเทศเพื่อนมิตรให้กลายเป็นศัตรูการที่ ICE ใช้อำนาจเกินขอบเขต ทำให้สหรัฐฯสูญเสียความน่าเชื่อถือ ขาดความชอบธรรม และสั่นคลอนเสถียรภาพภายใน ซึ่งเป็นต้นทุนที่ใช้เงินแก้ปัญหาไม่ได้ สหรัฐฯกำลังแลกความเป็นผู้นำของโลกกับความสะใจทางการเมืองระยะสั้นกับราคาที่ต้องจ่ายแพงมากในระยะยาว.นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัยsonglok1997@gmail.comคลิกอ่านคอลัมน์ “เปิดฟ้าส่องโลก” เพิ่มเติม