นับเป็นจุดเปลี่ยนก้าวสำคัญครั้งใหญ่ “ด้านกระบวนการยุติธรรมในประเทศไทย” เมื่อ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำ ให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 ที่ผ่านการผลักดันต่อสู้เข้มข้นมายาวนานกว่า 15 ปี กำลังจะมีผลบังคับใช้ปฏิบัติจริงในวันที่ 22 ก.พ.2566 นี้บทบัญญัติสาระสำคัญคงเน้น “การกำหนดให้การทรมาน การกระทำที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม ย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และการบังคับให้บุคคลสูญหายเป็นความผิดทางอาญา” ทั้งยังมีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมในชั้นพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องขนานใหญ่อีกด้วยไม่ว่าจะกำหนดให้ “เจ้าหน้าที่รัฐ” ต้องบันทึกภาพ-เสียงขณะควบคุมตัวแล้วการจับกุมต้องแจ้งฝ่ายปกครอง และอัยการให้ทราบทันที “เพื่อคุ้มครอง ผู้ถูกควบคุม” ถ้าเจ้าหน้าที่รัฐถูกกล่าวหาตาม พ.ร.บ.นี้ศาลคดีอาญาทุจริตและ ประพฤติมิชอบจะเป็นผู้มีอำนาจพิจารณาคดี ทั้งเจ้าหน้าที่ที่อยู่ในอำนาจศาล ทหารตกเป็นจำเลยนี้ด้วย การนี้เพื่อให้ พ.ร.บ.ป้องกันการทรมาน-อุ้มหายฯ มีผลบังคับใช้ตามเจตนารมณ์แห่งกฎหมายนำไปสู่ความมั่นใจต่อประชาชน “คณะนิติศาสตร์ ร.ร.นายร้อยตำรวจ” จัดเสวนาวิชาการออนไลน์ในหัวข้อกฎหมายใหม่ไม่รู้ไม่ได้แล้วนี้ขึ้น นรีลักษณ์ แพไชยภูมิ ผอ.กองสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ บอกว่าย้อนเส้นทาง พ.ร.บ.ป้องกันการทรมาน-อุ้มหายฯนี้เกิดจาก “ประเทศไทย” เข้าร่วมภาคีอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการต่อต้านการทรมาน และการปฏิบัติหรือการลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีเมื่อปี 2550 แล้วปี 2555 ก็ลงนามรับรองเห็นด้วยกับอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลจากการบังคับให้หายสาบสูญคราวนั้น “ประเทศไทย” ตีความแถลงต่อนานาชาติกรณีการทรมานนั้นให้ผูกพันตาม ป.อาญาเท่านั้น เพราะเราไม่มีฐานความผิดการกระทำทรมานโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ และบทลงโทษเป็นการเฉพาะแต่ว่าในปี 2550-2556 คณะทำงานพยายามร่างกฎหมายขึ้น ในรูปแบบ เพิ่มฐานความผิดการกระทำทรมานในกฎหมายอาญา และบัญญัติไว้ใน ป.วิ. อาญา เพื่อรองรับอนุสัญญาต่อต้านการทรมาน ก่อนที่ปี 2557 “ประเทศไทย” ต้องรายงานความคืบหน้าตามอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมานต่อสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ต่อมา “คณะยูเอ็น” ให้ความเห็นว่าดำเนินการทำเท่านั้นไม่พอเสนอให้ยกร่างกฎหมายเฉพาะขึ้นมารองรับอนุสัญญาต่อต้านการทรมานให้ครอบคลุมทั้งมาตรการการป้องกัน ปราบปราม และเยียวยา ทำให้คณะฝ่ายไทยกลับมา ประชุมหารือหลายครั้ง “ก่อนมีข้อสรุปยกร่างกฎหมายใหม่” แล้วนำเรื่องการอุ้มหายมารวมอยู่ด้วยเพราะความผิดการอุ้มหาย และการทรมานนั้น “ล้วนเกิดจากการใช้ อำนาจโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ” อันมีลักษณะองค์ประกอบฐานความผิดใกล้เคียง กัน “ทำให้กลายมาเป็นร่าง พ.ร.บ.ป้องกันการทรมาน–อุ้มหายฯ” ที่นับเป็นนวัตกรรมแห่งแรกของโลก “นำเรื่องการทรมาน–อุ้มหาย” มาร่วมเป็น กฎหมายฉบับเดียวนี้ตั้งแต่ปี 2557 “การจัดทำร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้” มีการเสนอจัดรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างกว้างขวางผ่านการพิจารณาระดับกรม กระทรวง คณะรัฐมนตรี กฤษฎีกา เข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาอย่างเข้มข้น ก่อนส่งมาวุฒิสภานำสู่การตรากฎหมายประกาศลงราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 25 ต.ค.2565 ในเวลาต่อมาทว่าในระหว่างนี้ “ก่อน พ.ร.บ.ป้องกันการทรมาน–อุ้มหายฯ จะถูก บังคับใช้นั้น” เป็นขั้นตอนเตรียมการผลักดันการปฏิบัติให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย แบ่งออกเป็น 4 ส่วน กล่าวคือ ส่วนแรก...“ระดับเชิงนโยบาย” คณะ กรรมการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ มีการเข้าพูดคุยกับเบอร์ 1 ของหน่วยงานต่างๆเน้นหน่วยต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้โดยเฉพาะ “สตช.” ที่ก่อนหน้านี้ เข้าพบ ผบ.ตร.แล้ว นอกจากนั้นยังมี “อัยการ ฝ่ายปกครอง DSI ศาลยุติธรรม กองทัพบก กรมราชทัณฑ์” เพื่อการรับฟังความคิดเห็น อุปสรรค ความกังวลพร้อมทั้งชี้แจงให้แต่ละหน่วยงานเตรียมระเบียบรองรับ ส่วนใหญ่ก็ได้จัดทำแผนปฏิบัติล่วงหน้าไว้หมดแล้ว ส่วนที่สอง...“หน่วยปฏิบัติ” เรื่องนี้กระทรวงยุติธรรมมีการตั้งคณะชุด ขับเคลื่อนเตรียมการใช้ พ.ร.บ.ป้องกันการทรมาน-อุ้มหายฯ ที่มาจากตัวแทนหน่วยงานเข้ามาทำหน้าที่ยกร่างกฎระเบียบต่างๆ เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้เมื่อมีผลบังคับใช้นั้น เบื้องต้นมีการประชุมคณะชุดขับเคลื่อนเตรียมการแล้ว 1 ครั้งปรากฏว่า “ผู้แทนบางคน” ไม่เคยร่วมยกร่าง พ.ร.บ.ป้องกันการทรมาน- อุ้มหายฯตั้งแต่ต้น ทำให้ต้องทำความเข้าใจกันใหม่ ฉะนั้นเพื่อไม่ให้เสียเวลา “จึงได้ตั้งคณะชุดเล็กขึ้นมา 1 ชุด” เน้นหน่วยงานต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้ เช่น ตำรวจ อัยการ DSI ฝ่ายปกครอง เพื่อยกร่างระเบียบเสนอต่อคณะกรรมการชุดใหญ่พิจารณาเบื้องต้นยกร่างระเบียบการบันทึกภาพ-เสียงในขณะจับกุม ควบคุมตัว และการแจ้งการควบคุมตามมาตรา 22 เสร็จแล้ว ทั้งเกณฑ์การบึนทึกภาพ-เสียง ระยะเวลาจัดเก็บ และคุณภาพกล้องบันทึก เพราะแต่ละหน่วยมีอุปกรณ์ ต่างกัน เช่น อัยการใช้กล้องราคาหลักพันบาท ตำรวจใช้กล้องหลักหมื่นบาท/ตัว DSI ใช้ตัวละ 2 หมื่นบาทกลายเป็นปัญหาท้าทายต่อ “การออกระเบียบเกี่ยวเนื่องกับการเสนอของบประมาณจัดซื้อกล้อง” เพราะด้วยกฎหมายบังคับให้ต้องซื้อใช้บันทึกภาพ-เสียงขณะจับกุมตลอดเวลา “แล้วตามหลักสากลก็ไม่ควรใช้โทรศัพท์มือถือถ่าย” แต่หน่วยงานควรต้องมีอุปกรณ์กลางให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติได้ใช้งานให้เกิดประสิทธิภาพ ตอนนี้เบื้องต้น “กระทรวงยุติธรรม” ได้เตรียมขอมติ ครม.ช่วยสนับสนุนงบประมาณกลาง ในการจัดซื้ออุปกรณ์นั้น และทำฐานข้อมูลการควบคุมตัวผู้ต้องหาเชื่อมระบบไอทีกับหน่วยงานอื่นตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้ส่วนแบบบันทึกข้อมูลนั้นมีต้นแบบมาจาก “กรมราชทัณฑ์” ทั้งการประเมินสภาพร่างกาย-จิตใจของผู้ต้องขังค่อนข้างละเอียด ทำให้มีข้อถกเถียงบางกรณีอาจทำไม่ได้ เช่น การประเมินจิตใจที่ขาดแคลนเจ้าหน้าที่ด้านนี้ทั้งมีระเบียบเยียวยาที่ไม่ใช่เฉพาะการจ่ายเงินแต่หมายถึงการฟื้นฟูจิตใจ-ร่างกาย และการประสานความช่วยเหลือต่างๆ รวมถึงระเบียบค่าใช้จ่าย การปฏิบัติหน้าที่ ทั้งหมดต้องทำให้เสร็จก่อนกฎหมายมีผลใช้บังคับจริงส่วนที่สาม...“การสร้างการรับรู้” เน้นทำความเข้าใจเกี่ยวกับ พ.ร.บ. ป้องกันการทรมาน-อุ้มหายฯ แล้วที่ผ่านมาก็มีการจัดทำผลิตสื่อหลากหลายรูปแบบ ทั้งเป็นหนังสือ อินโฟกราฟิก วีดิทัศน์ และการจัดอบรมเวทีเสวนากัน อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบออนไซต์ หรือออนไลน์ เพื่อให้ทุกคนมีความเข้าใจร่วมกันในเรื่องนี้เท่าที่สังเกต “หน่วยงานภาครัฐ” ต่างมีความตื่นตัวค่อนข้างมาก ทั้งการจัดอบรมเสวนา การทำวีดิทัศน์อธิบายหลักการตาม พ.ร.บ.ป้องกันการทรมาน-อุ้มหายฯ ผ่านเว็บไซต์อย่างกว้างขวาง เช่นเดียวกับ “ภาคประชาชน” ทำติ๊กต่อกอธิบายแบบง่ายๆ “สื่อมวลชน” พยายามสรุปสาระสำคัญเสนอต่อสาธารณชนอย่างต่อเนื่องส่วนที่สี่...“มิติระหว่างประเทศ” อย่างที่บอกไปว่า “อนุสัญญาต่อต้านการทรมาน” เราเข้าภาคีอนุสัญญาระหว่างประเทศแล้ว “แต่อนุสัญญาอุ้มหายนั้นยังแค่ลงนามรับรองเห็นด้วย” ฉะนั้นเมื่อประเทศไทยมีกฎหมายรองรับก็ได้ประสาน “กระทรวงต่างประเทศ” เพื่อยื่นสัตยาบันสารต่อยูเอ็นเข้าเป็นภาคีในอนุสัญญานี้ต่อไป แล้วการนี้เมื่อ “ประเทศไทย” มีกฎหมายป้องกันการทรมาน-อุ้มหายเป็นการเฉพาะก็ต้องถอนคำแถลงที่เคยตีความไว้ในปี 2550 “การทรมานนั้นให้ผูกพันตาม ป.อาญาออกไป” สิ่งนี้สะท้อนต่อสายตานานาชาติเห็นถึงความตั้งใจในการปฏิบัติตามอนุสัญญากฎหมายระหว่างประเทศ อันจะส่งผลต่อภาพลักษณ์ของประเทศดีขึ้นย้ำหากมอง “ระดับอาเซียน” การขับเคลื่อนต่อต้านการทรมาน-อุ้มหายนั้น “ประเทศไทย” ค่อนข้างก้าวหน้ามาก ทำให้ได้รับการชื่นชมจากนานาชาติล้นหลาม สังเกตจากช่วงประกาศลงราชกิจจานุเบกษาในปี 2565 ข้าหลวงใหญ่สื่อมวลชนแห่งสหประชาชาติ มีข้อความชื่นชมความตั้งใจจริงต่อรัฐบาลไทย ในการจัดการกับปัญหานี้นี่คือความตั้งใจที่ยิ่งใหญ่ “จากความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วน” นำไปสู่มิติการพัฒนากลไกก้าวสำคัญต่อ “การขจัดปัญหาการซ้อมทรมาน– อุ้มหาย” ที่ถูกฝังรากลึกในมุมมืดของสังคมมาช้านานนี้.