เสียงระเบิดและการห้ำหั่นกันด้วยอาวุธสงครามนานาชนิดยังคงดังระงมเหนือแผ่นดินยูเครนกันข้ามปีและยังไม่มีท่าทีว่าจะจบสิ้นหนีไม่พ้นที่จะยืดเยื้อกันต่อไปจนถึงวันครบรอบการทำสงคราม 1 ปี ในวันที่ 24 ก.พ.นี้ ท่ามกลางการคาดคะเนว่า ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อาจจะเปิดฉาก “การรุกระลอกใหม่” ในช่วงที่ดินฤดูหนาวเริ่มแข็งตัว หรือไม่ก็อาจชะลอการบุกไปจนถึงช่วงฤดูใบไม้ผลิที่สภาพแวดล้อมเหมาะสมกว่าทั้งนี้ คำว่าสภาพแวดล้อมเหมาะสมไม่ขึ้นอยู่ที่ปัจจัยทางธรรมชาติเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงความพร้อมของกำลังรบด้วยเช่นกัน สำหรับ “ฝ่ายรัสเซีย” นั้นจะเห็นได้ว่า มีการปรับกระบวนทัพกันใหม่ตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา ถอนหน่วยรบออกจากจุดที่ป้องกันได้ยาก เพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสียที่ไม่จำเป็น อย่างกรณีการล่าถอยที่จังหวัดคาร์คิฟ ทางตะวันออกเฉียงเหนือและจังหวัดเคียร์ซอน ทางภาคใต้ตามด้วยการวางเครือข่ายแนวป้องกัน รักษาชัยภูมิที่ได้ ถ่วงเวลาให้หน่วยรบระดับหัวกะทิมีเวลาพักฟื้น เติมเสบียง รับมอบยุทโธปกรณ์ทดแทนที่เสียไป เปลี่ยนรูปแบบจากการบุกชิงดินแดนเป็นการ รบแบบทำลายล้างอย่างช้าๆ (War of Attrition) มุ่งเน้นไปยังจุดยุทธศาสตร์ในจังหวัดโดเนตสก์ (ที่ยึดครองดินแดนได้น้อยที่สุด เมื่อเทียบกับจังหวัดอื่นๆอย่างลูฮานสก์ ซาโปริชเชีย และเคียร์ซอน)ดังที่เห็นในสมรภูมิเมือง “บาคห์มุท” ใช้ทหารรับจ้างกลุ่มวากเนอร์เจาะแนวป้องกัน และบีบให้ยูเครนส่งกำลังเข้ามาละลาย ตกเป็นเหยื่อของอาวุธระยะไกล ควบคู่ไปกับการใช้ขีปนาวุธจรวดร่อนถล่มหลังบ้าน ตัดไฟฟ้าสาธารณูปโภค คลังกระสุน และอาวุธ ส่วนทาง “ฝ่ายยูเครน” นั้น แม้จะประสบความเสียเปรียบจากการสูญเสียอย่างต่อเนื่องด้วยปัจจัยของ “ปริมาณ” ที่เทียบกับทางรัสเซียไม่ได้ แต่ก็ได้รับการชดเชยด้วยแรงช่วยเหลือจากสหรัฐฯและพันธมิตรชาติตะวันตก มีอะไรขาดเหลือ “ขอเบิก” ได้ตลอดเวลา (ยกเว้นเรื่องกำลังพล) จึงยังสามารถรักษาโมเมนตัมของการบุกไว้ได้ คล้อยหลังเหตุการณ์ตีโต้ครั้งใหญ่ที่จังหวัดคาร์คิฟและเคียร์ซอนมีรายงานประปรายว่า หน่วยรบยูเครนยังคงพยายามหาช่องโหว่ของแนวรบรัสเซียในสมรภูมิอื่นๆ โดยเฉพาะจังหวัดลูฮานสก์ ที่อยู่ติดกับโดเนตสก์ ด้วยเหตุผลว่า หากเจาะเข้าไปในลูฮานสก์ได้เมื่อใด แนวรบโดเนตสก์ก็อาจถูกตีตลบ ตัดการส่งกำลังบำรุงจากปัจจัยทั้งหมดนี้จึงนำไปสู่คำถามสำคัญว่า ใครจะพร้อมเมื่อไร และใครจะพร้อมเปิดฉากการรุกก่อนกัน? ทางฝ่ายรัสเซียเป็นที่รับรู้กันว่า การปรับรูปแบบการรบมีขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับการระดม “กำลังสำรอง” ทั่วประเทศ 300,000 นาย เพื่อใช้ทดแทนและเสริมแนวรบ เกือบครึ่งหนึ่งถูกส่งลงสนามรบเรียบร้อยแล้ว ขณะที่เหลือยังอยู่ในกระบวนการฝึกฝนที่ใช้เวลานานกว่าอีกกลุ่มหนึ่งเช่นเดียวกับการยกระดับกระบวนการผลิตทางอุตสาหกรรม เพื่อป้อนกระสุน อาวุธ ยุทโธปกรณ์ใหม่ๆเข้าสู่สมรภูมิ ควบคู่ไปกับการเจรจาจัดหาสิ่งจำเป็นและเหมาะสมจากชาติพันธมิตรและหุ้นส่วน ที่น่าสนใจคือมีการขยับเขยื้อนกำลังพลบางส่วนเข้าไปใน “เบลารุส” ทางภาคเหนือของยูเครนจนเกิดข้อสงสัยว่า จะมีการ “เปิดแนวรบใหม่” หรือไม่ และหากบุกจริงจะเป็นเช่นไร จะบุกตามแผนเดิมคือ มุ่งสู่ “กรุงเคียฟ” เหมือนช่วงเริ่มสงครามปีก่อน หรือบุกจากเบลารุสมุ่งสู่ “เมืองลวิฟ” ทางภาคตะวันตกของยูเครน เพื่อตัดการส่งเสบียงข้ามพรมแดนโปแลนด์ หรือจริงๆแล้วเป็นเพียงแค่ “แผนลวง” สร้างแรงกดดันทางภาคเหนือ เพื่อให้กองทัพยูเครนโยกย้ายกำลังพลบางส่วนไปตั้งรับ สำหรับฟากยูเครนเองก็ไม่ได้ย่อหย่อนแต่อย่างใด มีการเดินสายขอความช่วยเหลือ ล็อบบี้ยิบเพื่อให้สหรัฐฯและชาติตะวันตกผู้อุปถัมภ์จัดหาของที่ดีกว่าเดิมให้กองทัพยูเครนจนเป็นที่มาของรายงานข่าวว่า ใน ช่วงฤดูใบไม้ผลิที่จะถึงนี้ กองทัพยูเครน จะมีอาวุธหนักจากองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ NATO เข้าไปโลดแล่นในสมรภูมิไม่ว่าจะเป็นยานเกราะแบรดลีย์ ยานเกราะสไตรเกอร์ (ติดจรวดต่อต้านรถถัง) และระบบต่อต้านขีปนาวุธและอากาศยานขั้นสูง “แพทริออต” จากสหรัฐฯ ยานเกราะปืนใหญ่ 105 มม. รุ่นเอเอ็มเอ็กซ์จากฝรั่งเศส ไปจนถึงรถถังประจัญบานอันน่าเกรงขามอย่าง “แชลเลนเจอร์” จากอังกฤษและ “เลพเพิร์ด” จากเยอรมนีเป็นที่น่าสังเกตด้วยว่า สเต็ปความช่วยเหลือของชาติตะวันตกมีเป้าประสงค์ ช่วงต้นปีส่งจรวดต่อต้านรถถัง เพื่อทลายขบวนทหารม้ารัสเซีย ช่วงกลาง-ปลายปีส่งปืนใหญ่-จรวดไฮมาร์ส เพื่อทำลายกำลังพลและเสบียงกรังในแนวหลัง ซึ่งชุดความช่วยเหลือระลอกใหม่สำหรับปีนี้ก็เห็นได้ว่าต้องการให้ยูเครนเอาไปใช้ “บุกทะลวง” ทวงดินแดน และสกัดกั้นการถูกถล่มโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงานเพราะสุดท้ายแล้ว การเจรจาหาข้อยุติย่อมไม่มีทางเกิดขึ้นจนกว่าจะมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้เปรียบหรือเสียเปรียบอย่างชัดเจน.วีรพจน์ อินทรพันธ์