ธุรกิจการเมืองหรือธนกิจการเมือง กลับมาเป็นประเด็นปัญหาที่น่าห่วงอีกครั้ง เมื่อการเลือกตั้งกำลังจะมาถึง นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร และ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ต่างเชื่อว่าจะมีการใช้เงิน ใช้ อำนาจ ใช้บารมี มีการซื้อเสียงมากขึ้น เพราะประเทศถูกครอบงำด้วยธนาธิปไตยการซื้อเสียงที่ระบาดแพร่หลายมาหลายทศวรรษ เป็นปัญหาที่ยืดเยื้อเรื้อรัง รัฐบาลไหนๆก็ไม่สามารถแก้ไขได้ เพราะมีการซื้อเสียงในทุกรัฐบาล คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) องค์กรอิสระที่มีอำนาจเต็ม ก็แก้ไขได้แค่เล็กๆ น้อยๆ เพราะการเมืองคือการต่อสู้เพื่ออำนาจ ผ่านการเลือกตั้งของประชาชนทางลัดสู่ชัยชนะในการเลือกตั้ง ที่มีประสิทธิภาพที่สุดคือการซื้อเสียง พล.อ.นพ.บุญลือ วงษ์ท้าว บันทึกข้อมูลไว้ในหนังสือ เรื่อง “การเมืองการปกครองไทยกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยยุคที่สาม” ผู้เขียนแบ่งการปกครองออกเป็น 3 ยุค ยุคที่ 1 ตั้งแต่ปี 2475 ถึง 14 ตุลาคม 2516 เป็นยุคอำมาตยาธิปไตยยุคที่ 2 ตั้งแต่เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ถึงรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นยุค “ธนาธิปไตย” ยุคที่ 3 ตั้งแต่รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 จนถึงปัจจุบัน ถือเป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน ยุคที่ 2 เป็นยุคธุรกิจการเมือง เมื่อมีนักธุรกิจเข้าสู่การเมืองมากขึ้น หลายคนใช้ทางลัดคือซื้อทุกอย่างที่ขวางหน้า จนได้ฉายา “เจ้าบุญทุ่ม”มีข้อมูลบันทึกไว้ว่า ในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2500 ผู้สมัคร ส.ส.ร้อยเอ็ดคนหนึ่งซื้อเสียงชาวบ้านคนละ 1 บาท ไม่แน่ใจว่าเป็นการซื้อเสียงครั้งแรกหรือไม่ แต่ในการเลือกตั้งซ่อม ส.ส. เมื่อปี 2524 ที่ร้อยเอ็ด เป็นการต่อสู้ที่เข้มข้นระหว่างสองพรรคใหญ่ มีเงินสะพัดอย่างน้อย 80 ล้านบาท ที่ใช้ ในการหาเสียงกลายเป็นตำนานการหาเสียง ที่เรียกกันว่า “โรคร้อยเอ็ด” การซื้อเสียงซึ่งเป็นการหาเสียงที่มีประสิทธิภาพที่สุด ได้แพร่ระบาดจากภาคอีสาน ซึ่งเป็นภาคที่มีประชากรมากที่สุด มี ส.ส.มากที่สุด ไปสู่จังหวัดต่างๆทั่วประเทศ แม้แต่ กทม.ซึ่งเป็นถิ่นที่อยู่ของคนที่มีการศึกษา มีความตื่นตัวทางการเมืองสูง ก็ยังกล้าซื้อเสียงแต่การซื้อเสียงใน กทม. ไม่ได้ผลเต็มคาราเบล คน กทม.ส่วนใหญ่อาจถือคติ “รับเงินมากาเบอร์อื่น” รับเงินแต่ไม่เลือก เพื่อสั่งสอนบทเรียนนักซื้อเสียง อาจจะได้ผลบ้างในชุมชนแออัด แต่ไม่ทำให้ชนะการเลือกตั้ง จึงน่าคิดว่าถ้าจะกำจัดการซื้อเสียงให้สิ้นซาก ต้องพัฒนาทั้งประเทศด้านการศึกษาและเศรษฐกิจให้ได้ระดับ กทม.