โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ครบ 1 รอบ ปฏิทินครบ 12 เดือน 365 วันกาลเวลาผันผ่านมาครบรอบปี เป็นธรรมเนียมปฏิบัติอย่างต่อเนื่องของ “ทีมข่าวการเมืองไทยรัฐ” ที่จะใช้เวลาในห้วงรอยต่อก่อนสิ้นปี มานั่งประชุมปรึกษาหารือกันโหวตตำแหน่งสำคัญ ยกให้เป็น “บุคคลการเมืองแห่งปี”แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องแจกแจงออกตัวก่อนเหมือนทุกครั้งว่า ผู้ได้รับเลือกให้เป็นบุคคลการเมืองแห่งปี โดยการลงมติของทีมการเมืองไทยรัฐของเรา ไม่ได้หมายความว่า เขา หรือเธอ ผู้นั้นต้องเป็นนักการเมืองที่วิเศษวิโส มีผลงานยอดเยี่ยม เพียบพร้อมไปด้วยคุณธรรมเต็มเปี่ยมไปด้วยจริยธรรม หรือมีคุณงามความดี ผลงานเป็นที่ประจักษ์ในเชิงบริหาร เชี่ยวชาญเกมการเมืองขั้นเซียนภาพประดุจ “เทพ” ในสายตาผู้คนในสังคมแต่ “บุคคลการเมือง” ในนิยามของเรา หมายถึงบุคคลและไม่จำกัดที่จะรวมไปถึงคณะบุคคลที่มีบทบาท มีศักยภาพในการสร้างความเปลี่ยนแปลง สร้างสีสันฉูดฉาด มีพลังสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นให้เกิดกับการเมืองในประเทศไทยได้อย่างชัดเจนเป็นอะไร “โดดเด่น” สังคมเห็นแล้วพยักหน้าตามและปีนี้ ต้องยอมรับว่าทีมการเมืองเราต้องถกกันอยู่นานสองนาน ทั้งนอกรอบและในวงประชุมอย่างเป็นทางการ ยกเอาแคนดิเดตมาเปรียบเทียบ ชั่งน้ำหนักโดยขีดวงจำกัด วัดกันระหว่างพี่น้อง 2 ป.“บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ รมว.กลาโหม กับ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ในฐานะหัวหน้าค่ายพลังประชารัฐภาพของบุคคลการเมืองแห่งปี ใครเด่นชัดกว่ากัน และที่สุดเลย มติที่ประชุมเสียงข้างมากก็ทุบโต๊ะ เทเสียงให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ยึดแท่น “บุคคลการเมืองแห่งปี 2565”“บิ๊กบราเธอร์” ปาดหน้าแซงเข้าวินอย่าเพิ่งร้อง “ยี้” เพราะมันเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่เราบอกไว้ตั้งแต่ต้น บุคคลการเมืองแห่งปีของเราไม่ใช่ประเภทดีเลิศประเสริฐศรี แต่เป็นอะไรที่โดดเด่นจริงๆก่อให้เกิดแรงกระเพื่อมทางการเมืองในหลากหลายมิติที่แน่ๆปีนี้เป็นปีแรกในรอบ 8 ปีของขุมอำนาจทหารเฒ่า 3 ป. ที่ “พี่ใหญ่” อย่าง พล.อ.ประวิตร ฉายความโดดเด่น เอาชนะจากที่โดนรัศมีของ “น้องเล็ก” อย่าง พล.อ.ประยุทธ์ บดบังต้องอยู่ฉากหลัง เล่นบทเป็นพระรอง ประคับประคอง “บิ๊กตู่” มาตลอดด้วยความที่เป็นฟันเฟืองหลัก คนคุมห้องเครื่องขุมอำนาจทหารเฒ่า 3 ป. ตัวจริงเสียงจริง สิ่งนี้ไม่อาจปฏิเสธได้ถึงความสำคัญในระดับที่ขาดไม่ได้ของ พล.อ.ประวิตรตามสถานะ “อำนาจคู่” ที่สูสีดู๋ดี๋ ไม่รู้ใครคือเบอร์หนึ่งเบอร์สองระหว่าง “พี่ใหญ่” กับ “น้องเล็ก”ใครคือ “ผู้นำ” ตัวจริง นั่นคือสิ่งที่สังคมตั้งคำถามมาตลอด กับปรากฏการณ์ที่ พล.อ.ประยุทธ์ กับ พล.อ.ประวิตร เบียดแย่งซีน ชิงความเป็นผู้ถือดุลอำนาจในขุมพลัง 3 ป.และภาพดังกล่าวก็ยิ่งเด่นชัดขึ้น เมื่อเข้าสู่ปีสุดท้ายปลายเทอมรัฐบาลสถานการณ์เป็นไปตามธรรมชาติของเกมอำนาจและผลประโยชน์ทางการเมือง ยามเข้าสู่โหมดการเลือกตั้งใหญ่ ได้เวลาเปลี่ยนถ่ายขั้วอำนาจ ได้เวลาที่ “พี่ใหญ่” โชว์บทบาท คนคุมเกมตัวจริงเสียงจริงกับสิ่งที่แอบหวังลึกๆมาตลอด ในการสานฝันขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แบบที่ปิดยังไงก็ไม่มิดซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะครั้งหนึ่งในชีวิตใครก็มีสิทธิคิดได้ทั้งนั้นโดยลูกติดพันมาตั้งแต่ศึกปราบ “กบฏผู้กอง” รายการที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า อดีต รมช.เกษตรฯ มืองานสายตรงของ พล.อ.ประวิตร ก่อการเป้าหมายโค่น พล.อ.ประยุทธ์ ให้หลุดเก้าอี้นายกฯคาสภาถ้าไม่บังเอิญว่าโดนสกัดได้นาทีสุดท้าย เป็นฝ่าย “กบฏผู้กอง” ที่แตกพ่ายไปแต่ด้วยสายสนกลใน ลูกเขี้ยว และอำนาจของ “บิ๊กบราเธอร์” ต่อให้ พล.อ.ประยุทธ์ แค้นยังไงก็ฆ่า ร.อ.ธรรมนัสไม่ตาย และกลายเป็น “บิ๊กป้อม” ที่เปิดทางหนีทีไล่ เปิดประตูให้ก๊วน “กบฏผู้กอง” แหกค่ายพลังประชารัฐ ออกไปตั้งป้อมค่ายใหม่ โดยไม่ต้องสิ้นสมาชิกภาพ ส.ส.“ปล่อยเสือเข้าป่า” เอาไว้ดักขย้ำ “บิ๊กตู่” ได้ทุกเวลากระตุกปมคาใจ “น้องเล็ก” ระแวง “พี่ใหญ่” ไม่สนิทใจกันเหมือนเดิม และยุทธการหักเหลี่ยมอำนาจ พล.อ.ประยุทธ์ ก็เริ่มปฏิบัติการกันตั้งแต่ต้นปี 2565 ห้วงหัวเลี้ยวหัวต่อ การผลัดอำนาจท้ายเทอมสภา เข้าสู่โหมดการเตรียมเลือกตั้งใหญ่เบื้องต้นเลยกับความพยายามเข้ามายึดค่ายพลังประชารัฐ ของฝ่าย “บิ๊กตู่” ที่ต้องการหลักประกัน ล็อกฐาน ส.ส.การันตีการไปต่อ เสนอชื่อในบัญชีแคนดิเดตนายกฯเทียวไล้เทียวขื่อ พยายามเจาะอยู่หลายรอบ ก็หาทางเข้าไม่ได้เพราะติดด่าน “บิ๊กป้อม” ที่เล่นแผน “ไอ้เข้ขวางคลอง” ล็อกไว้แน่นทุกประตู ไม่ยอมเปิดทางให้ “บิ๊กตู่” เข้ายึดค่าย พปชร. ขอหลักประกันความชัวร์ในการเบิ้ลเก้าอี้นายกฯรอบสาม และนั่นก็ต่อเนื่องมาถึงการวาง “กติกาเลือกตั้ง” โดยการออกแบบร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองโดยเฉพาะเรื่องของสูตร “ปาร์ตี้ลิสต์” ที่มีการมองกันว่า อย่างไรเสียฝ่ายทหารเฒ่า 3 ป. ก็ต้องเลือกแบบจัดสรรปันส่วนผสม หรือสูตรหาร 500 เหมือนการเลือกตั้งใหญ่ปี 2562เปิดช่องให้ฝ่ายหนุน “บิ๊กตู่” เก็บเบี้ยใต้ถุนร้าน จากพรรคปัดเศษ สู้กับทีม “ทักษิณ”แต่นั่นก็ผิดคาดอย่างจัง เพราะถึงจังหวะลุยกันจริงๆ ก็เป็นฝั่งของ พล.อ.ประวิตร ที่ใช้พลังภายในจากบารมีที่สั่งสมพลังอำนาจ วางขุมข่ายไว้ในป้อมค่ายการเมือง กุมเสียงส่วนใหญ่ในสมาชิกวุฒิสภา ดันสูตรปาร์ตี้ลิสต์หาร 100 หักเหลี่ยม พล.อ.ประยุทธ์เต็มๆและดูตามรูปการณ์มันก็แปร่งๆที่ พล.อ.ประวิตรเขี่ยลูกไปเข้าทางพรรคเพื่อไทย ทีมนายห้างดูไบที่โหมประโคมยุทธการแลนด์สไลด์ทั้งแผ่นดิน ท่ามกลางเสียงซุบซิบนินทา ดีลข้ามขั้ว ฮั้วข้ามค่าย“พี่ใหญ่” เหยียบเท้าเล่นกับคนแดนไกล ดันสูตรรัฐบาลผสมพลังประชารัฐจับมือเพื่อไทย โดยมีตัวเชื่อมสำคัญอย่าง ร.อ.ธรรมนัส ที่ต่อสายตรงได้ทั้ง พล.อ.ประวิตร และอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตรปฏิบัติการ “มิชชันอิมพอสซิเบิล” ทำสิ่งเป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ และมันยิ่งชัดกันไปใหญ่ เมื่อโยงไปถึงศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งสุดท้ายปลายเทอมสภา พล.อ.ประยุทธ์ โดนฝ่ายค้าน นำโดยพรรคเพื่อไทยจัดหนัก ด่ากันข้ามวันข้ามคืน ผลการโหวตผู้นำได้คะแนนไว้วางใจเกือบบ๊วย ตรงกันข้ามกับ พล.อ.ประวิตรที่ได้คะแนนโหวตไว้วางใจมากที่สุดตอกย้ำบารมี “บิ๊กบราเธอร์” กุมสภาพการเมืองได้ทั้ง 2 ขั้วและนั่นก็ตามมาด้วยกระแส “ล้มตู่ ชูป้อม” ที่แรงขึ้นมาตามเงื่อนไขสถานการณ์ที่นักเลือกตั้งอาชีพ ผู้เชี่ยวชาญวงการอำนาจ อ่านตรงกันเส้นทางสู่ฝันของ “พี่ใหญ่” เปิดกว้างกว่า “น้องเล็ก”ล้อไปกับอารมณ์เคลิ้มของ “บิ๊กป้อม” ที่แม้ไม่ยอมรับเต็มปากเต็มคำกับโอกาสในการลุ้นเป็นผู้นำตัวจริง แต่ก็ไม่ปฏิเสธโอกาสตั้งรัฐบาลข้ามขั้วพลังประชารัฐกับเพื่อไทยพร้อมรับส้มหล่นเต็มที่ ถ้าลูกไหลเข้าทางบาทา และเมื่อสถานการณ์มาถึงจุดพลิกผันสำคัญ เมื่อศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมากมีมติให้ พล.อ.ประยุทธ์ หยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี จากกรณีที่ฝ่ายค้าน นำโดยพรรคเพื่อไทยยื่นเรื่องให้วินิจฉัยเงื่อนเวลาการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี 8 ปีตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ“บิ๊กตู่” ต้องออกไปพักข้างสนาม นั่งทำงานได้แค่เก้าอี้ รมว.กลาโหม“รถบรรทุกส้ม” คว่ำใส่ “บิ๊กป้อม” ได้ขึ้นแท่นผู้นำโดยอัตโนมัติ ยึดตำแหน่งรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรีตามกฎหมาย โอกาสทองฝังเพชร “พี่ใหญ่” ไม่ยอมพลาดนาทีสำคัญทันทีทันควัน คือการติดดาบ เพิ่มอำนาจตัวเอง พล.อ.ประวิตร เซ็นคำสั่งผ่านที่ประชุมคณะรัฐมนตรีให้รักษาราชการนายกรัฐมนตรีมีอำนาจเต็มในการอนุมัติงบประมาณและโยกย้ายข้าราชการยกระดับเทียบเท่านายกรัฐมนตรีตัวจริงเสียงจริง“เพาเวอร์ฟูล” พลังอำนาจเต็ม ที่มาพร้อมกับอาการคึกคักของทหารเฒ่า จากที่เดินกระย่องกระแย่ง “บิ๊กป้อม” กลับมาขาแข็ง กระฉับกระเฉงแข็งแรงแบบที่เจ้าตัวใช้คำ “ใจบันดาลแรง” อยากทำงานช่วยประชาชนกับลุคที่ไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นก็ได้เห็น พล.อ.ประวิตรในวัย 76 ปี ใส่กางเกงยีนส์ สวมรองเท้าผ้าใบแบบวัยรุ่น เดินสายลงพื้นที่ตรวจราชการ พร้อมแฝงเกมหาเสียงกับชาวบ้าน เดินสายกันถี่ยิบ จัดโปรแกรมทัวร์ต่างจังหวัดแบบรายวัน โดยมีขบวนหางเครื่องทั้งน้องในไส้ น้องนอกไส้ ลูกหาบในค่ายพลังประชารัฐ หามแห่กันอึกทึกคึกคัก ถึงขั้นอวยให้ “พี่ใหญ่” เหมาะสมกับตำแหน่งนายก รัฐมนตรีตัวจริง ให้ยึดยาวไปเลยอย่างน้อยก็เดือนกว่าๆที่สปอตไลต์อำนาจฉายส่องไปที่ พล.อ.ประวิตร ถนนทุกสายมุ่งสู่บ้านป่ารอยต่อฯ บิ๊กข้าราชการ ทหาร ตำรวจ พ่อค้า นายทุนภาคเอกชน วิ่งเข้าซูฮก “บิ๊ก บราเธอร์”แม้ที่สุดเลย ศาลรัฐธรรมนูญจะไฟเขียวให้ “บิ๊กตู่” ไปต่อ เพราะยังมีเวลาตีตั๋วต่อ 2 ปี ถึงปี 2568 ปล่อย “บิ๊กป้อม” ชิมลางตำแหน่ง ผู้นำพอหอมปากหอมคอแต่ก็เป็นอะไรที่ชัดว่า “พี่ใหญ่” ไม่ต่อแถวรอ “น้องเล็ก” อีกแล้ว สุดท้ายปลายปี ทุกอย่างก็ชัดเจน พี่น้อง 2 ป. แยกทางสร้างดาวคนละดวง “บิ๊กตู่” ต้องระเห็จไปอยู่ค่ายรวมไทยสร้างชาติ “บิ๊กป้อม” ปักหลักยึดค่ายพลังประชารัฐ แย่งชิงธงเก้าอี้นายกรัฐมนตรีรอบต่อไปถึง “จุดเปลี่ยน” อำนาจทหารเฒ่า ที่ไม่ใช่ฝีมือของใครอื่น แต่เป็น “พี่ใหญ่” ที่ปั้น “บิ๊กตู่” มาตั้งแต่เป็นร้อยตรี และก็เป็น พล.อ.ประวิตร ที่ทำลายแผนไปต่อของ พล.อ.ประยุทธ์เองกับมือด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ จึงทำให้ “บิ๊กป้อม” เฉือนเข้าป้ายเบียดแย่ง “บิ๊กตู่” ยึดตำแหน่งบุคคลการเมืองแห่งปี 2565.“ทีมการเมือง”