ในที่สุด ครม. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็มีมติเห็นชอบพระราชกฤษฎีกาเก็บภาษีขายหุ้นร้อยละ 0.1 ตามที่ คุณอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีคลังเสนอ หลังจากที่เป็นข่าวมานาน เพื่อหาเงินมาโปะรายได้รัฐบาล จะเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2566 หลังประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้เวลาเตรียมตัว 90 วัน ในปีแรก 2566 จะเก็บภาษีเพียงครึ่งเดียว 0.055% (รวมภาษีท้องถิ่น) ปี 2567 เป็นต้นไปจะเก็บเต็มอัตรา 0.11% (รวมภาษีท้องถิ่น) หลังจากที่ยกเว้นมานาน 40 ปี รัฐมนตรีคลังชี้แจงเหตุผลใน ครม.ว่า ปัจจุบันตลาดหุ้นไทยเติบโตขึ้นมาก มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization) เพิ่มขึ้นถึง 22 เท่าจาก 30 ปีก่อน การเก็บภาษีขายหุ้นจะเพิ่มความเป็นธรรมในการเก็บภาษีและลดความเหลื่อมล้ำในการกระจายรายได้ตลาดหุ้นไทยวันนี้ มีบัญชีซื้อขายหุ้นอยู่ที่ 4.74 ล้านบัญชีถ้านับบัญชีที่ไม่ซ้ำกันมี 2.32 ล้านบัญชี ส่วนใหญ่เป็น นักลงทุนรายย่อย ที่หวังเพิ่มรายได้จากการลงทุน เนื่องจากรายได้ประจำไม่เพียงพอ รัฐบาลเองก็ส่งเสริมให้ประชาชนลงทุน เพื่อการออมในระยะยาวและเพิ่มรายได้ แต่บัญชีซื้อขายหุ้นที่แอ็กทีฟจริงๆ มีเพียงวันละหลักแสนบัญชีเท่านั้นการเก็บภาษีขายหุ้นครั้งนี้ คุณอาคม เปิดเผยว่า กรณีซื้อขายหุ้นผ่าน Marker Maker ไม่ว่าจะเป็น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กองทุนประกันสังคม จะได้รับการยกเว้นภาษีตัวนี้ เนื่องจากเป็นกองทุนขนาดใหญ่ที่ช่วยสร้างสภาพคล่องให้กับตลาดหลักทรัพย์ คาดว่ากรมสรรพากรจะมีรายได้จากภาษีขายหุ้นปีละ 16,000 ล้านบาท แต่ปีแรกจะเก็บได้เพียง 8,000 ล้านบาท ผมเข้าใจว่าภาษีขายหุ้น 16,000 ล้านบาท กระทรวงการคลังคงคิดจากมูลค่าการซื้อขายของตลาดหลักทรัพย์ในรอบ 10 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งมีมูลค่ากว่า 14 ล้านล้านบาท แต่ตัวเลขนี้จะไม่เป็นเช่นนี้ตลอดไปการเก็บภาษีขายหุ้น นักลงทุนรายใหญ่มีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย บางคนเห็นว่าจะช่วยทำให้การเก็งกำไรของหุ้นลดลง แต่ บางคนเห็นว่า ถ้าการเก็งกำไรหายไป อาจทำให้ตลาดหุ้นไทยมีความเงียบเหงา ราคาหุ้นที่คาดว่าจะปรับตัวขึ้นอาจปรับตัวลดลง ส่งผลให้ค่าพี/อีไม่ค่อยสูง นักลงทุนต่างชาติอาจมองข้ามตลาดหุ้นไทยแต่ ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ ประธานสภาธุรกิจตลาดหุ้นไทย ไม่เห็นด้วยกับการเก็บภาษีครั้งนี้ เห็นว่าช่วงนี้ไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม เพราะเป็นช่วงที่ตลาดผันผวนปั่นป่วนอย่างยิ่ง สินทรัพย์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น หุ้นพันธบัตร ทองคำ ค่าเงิน และสินทรัพย์ใหม่ เช่น คริปโต ตั้งแต่ปลายปีที่แล้วเป็นต้นมาส่งผลกระทบต่อนักลงทุน และจะผันผวนไปอีกระยะ นอกจากนี้ ยังมีวิกฤติเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นรออยู่ข้างหน้า ซึ่งเริ่มเห็นเค้าลางในบางประเทศแล้ว และสภาพคล่องของตลาดหลักทรัพย์ไทยได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง เหลือน้อยกว่าครึ่งของก่อนหน้าคุณภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เปิดเผยว่า เบื้องต้นตลาดหลักทรัพย์ฯจะทำงานร่วมกับสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย เตรียมการจัดเก็บภาษีดังกล่าว เพื่อให้มีต้นทุนที่ต่ำที่สุดและมีประสิทธิภาพ รวมถึงการเตรียมทำข้อเสนอรายละเอียดการจัดเก็บภาษีให้กระทรวงการคลัง เพื่อไม่ให้เกิดการเก็บภาษีที่ซ้ำซ้อนจากผู้ลงทุนในบางประเภทธุรกรรมผมเชื่อว่ารัฐบาลจะเก็บภาษีขายหุ้นตามกำหนด รัฐบาลลุงตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กำลังหน้ามืด เป็นนายกฯมา 8 ปีสร้างหนี้ให้กับประเทศไทยมหาศาล จนต้อง ขยายเพดานหนี้สาธารณะจาก 60% เป็น 70% ขยายการก่อหนี้ในงบประมาณเพิ่มจาก 30% เป็น 35% เพื่อกู้เงินโปะงบฯเพิ่มขึ้น ประชาชนก็เป็นหนี้กันอ่วมอรทัย ข้อมูลหนี้ครัวเรือนไตรมาส 2 ปีนี้ ครัวเรือนไทยเป็นหนี้เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วอีก 3.5% เป็นเงินกว่า 14.75 ล้านล้านบาท คิดเป็น 88.2% ของจีดีพี ถ้าเลือก รัฐบาลลุงตู่ซีซัน 3 เข้ามาอีก ไม่รู้หนี้ครัวเรือนจะทะลุจีดีพีหรือไม่?“ลม เปลี่ยนทิศ”