1 ธันวาคม 2565 เวลา 17.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ไปในการพระราชทานเพลิงศพ สมเด็จพระวันรัต (จุนท์ พฺรหฺมคุตฺโต) ณ เมรุหลวงหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาสสมเด็จพระวันรัต (จุนท์ พฺรหฺมคุตฺโต) นามเดิม จุนท์ พราหมณ์พิทักษ์ เกิด พ.ศ.2479 ณ จังหวัดตราด บรรพชาเป็นสามเณรขณะอายุได้ 12 ปี ณ วัดคิรีวิหาร ต.ชำราก อ.เมือง จ.ตราด พ.ศ.2499 เมื่ออายุครบ 20 ปี เข้าพิธีอุปสมบท ณ พระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร ได้นามฉายาว่า พฺรหฺมคุตฺโต โดยมีพระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าเหมวดี พระราชธิดาในรัชกาลที่ 5 ทรงเป็นโยมอุปัฏฐากในการอุปสมบท และเมื่อ พ.ศ.2515 ท่านก็สอบได้เปรียญธรรม 9 ประโยคสมเด็จพระวันรัตเป็นผู้นั่งพระเสลี่ยงกลีบบัวและราชรถน้อย อ่านพระอภิธรรมนำพระศพ ในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาส ราชนครินทร์ (15 พฤศจิกายน 2551) ในพระราชพิธีพระทานเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี (9 เมษายน 2555) และในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (26 ตุลาคม 2560)เป็นผู้ดับเทียนชัยพระมหามงคลเท่าพระองค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก (4 พฤษภาคม 2562)ความมีชาติภูมิอยู่ที่ จ.ตราด สมเด็จพระวันรัตจึงมีความผูกพันกับ จ.ตราด ได้อุปถัมภ์การบูรณปฏิสังขรณ์วัดคิรีวิหาร วัดวรดิตถาราม และสร้างวัดรัตนวนาราม ย่าและพ่อผมก็เกิดที่ จ.ตราด เกือบทุกวันครบรอบการเสียชีวิตของย่าคือวันที่ 28 สิงหาคมของทุกปี พ่อจะไปถวายสังฆทานกับสมเด็จพระวันรัต ท่านจะชวนคุยเรื่องของ จ.ตราด ซึ่งการสนทนาแต่ละครั้งนานมากพ่อผมบวชที่วัดบวรนิเวศวิหารครั้งที่ 1 (พ.ศ.2534) สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร ทรงเมตตาเป็นพระอุปัชฌาย์ พระราชสุมนต์มุนี (ต่อมาคือสมเด็จพระวันรัต) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และบวชที่วัดบวรนิเวศวิหารครั้งที่ 2 (พ.ศ.2557) สมเด็จพระวันรัตเมตตาเป็นพระอุปัชฌาย์ ท่านอนุญาตให้พ่อซึ่งเป็นภิกษุบวชใหม่บินไปแสวงบุญที่สังเวชนียสถาน ให้เดินทางเพียงรูปเดียว โดยมีพระพี่เลี้ยงรอรับอยู่ที่อินเดียพ่อผมเกิดที่บ้านดงกลาง ต.เขาสมิง อ.เขาสมิง จ.ตราด ในวาระครบรอบวัดดงกลาง 50 ปี สมเด็จพระวันรัตให้พ่อและคณะเข้ากราบนมัสการเมื่อ 12 กรกฎาคม 2563 เพื่อประทานพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งเดิมเป็นของสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร เพื่อกราบอัญเชิญไปประกอบพิธีบรรจุในวาระที่พ่อผมเป็นประธานทอดกฐิน ณ มณฑปอาคารปฏิบัติธรรมชั้นล่างองค์พระพุทธมงคลธรรมบพิตร วัดมัชฌิมวัน (วัดดงกลาง)สมเด็จพระวันรัตชอบเล่าให้พ่อฟังถึงการลงเรือสำราญวารีที่บ้านท่าเรือจ้าง จ.ตราด เมื่อ 28 พฤษภาคม 2494 มาขึ้นที่ท่าสวัสดี จากนั้นนั่งรถลากมาที่วัดบวรนิเวศวิหาร ทุกครั้งที่ท่านเล่าความหลังครั้งก่อน ท่านจะมีแววตาอิ่มสุขคนรุ่นพ่อผมจากตราดและจันทบุรีมาเรียนในพระนครหลวง ก็มักมาพักวัดบวรนิเวศวิหาร อาศัยบารมีและความเมตตาของสมเด็จพระวันรัต ไม่ใช่เรื่องกล่าวเกินไปเลย ที่ชาวตราดและชาวจันทบุรีจำนวนไม่น้อย ได้ดีเพราะสมเด็จพระวันรัตและวัดบวรนิเวศวิหารครั้งสุดท้ายที่พ่อได้กราบเท้าสมเด็จพระวันรัตคือ 26 กันยายน 2564 ท่านเดินทางมาเป็นประธานพิธีพระราชเพลิงศพพระอุดมวัฒนมงคลที่วัดโสมนัสราชวรวิหาร ซึ่งเจ้าคุณอุดมวัฒนมงคลเคยอุปการะพ่อผมสมัยพ่ออยู่ในช่วงวัยรุ่นสมเด็จพระวันรัตละสังขารที่โรงพยาบาลจุฬาฯ สภากาชาดไทย เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ เมื่อ 15 มีนาคม 2565 สิริอายุ 85 ปี 65 พรรษาสมเด็จพระวันรัตเจริญไพบูลย์ในพระพุทธศาสนาด้วยพรหมจรรย์ พรหมวิหาร พรหมซึ่งเป็นทิพยภาวะของผู้ทรงฌานในพระพุทธศาสนา สมดั่งสมณฉายานามว่า ‘พฺรหฺมคุตฺโต’ คือ มีคุณธรรมของผู้เป็นใหญ่ ได้แก่ ‘พรหมคุ้มครองรักษาไว้’.นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัยsonglok1997@gmail.com