การเมืองไทยช่วงนี้ เป็นฤดูการย้ายพรรคฝุ่นตลบ เพื่อรองรับการเลือกตั้งในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า แม้แต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ซึ่ง ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคใด ก็ต้องย้ายจากพรรคพลังประชารัฐ อาจไปเป็นประธานพรรค หรือที่ปรึกษาพรรครวมไทยสร้างชาติ ส.ส.บางกลุ่มอาจย้ายกลับพรรคเดิมเห็นได้ชัดว่าไม่ใช่การย้ายพรรค เพราะมีอุดมการณ์ขัดกัน ส.ส.บางกลุ่มย้ายไปตั้งพรรคใหม่ เพราะไม่กินเส้นกับใครบางคน และอาจย้ายกลับพรรคเก่า หลังจากที่ใครคนนั้นย้ายออกไป พรรค การเมืองไทยยังไม่ก้าวหน้า ถึงขั้นเป็น “ระบบพรรค” ที่มั่นคง แต่เป็น “ระบบพรรค พวก” รวมกันเป็นพรรคเพื่อการเลือกตั้งรัฐธรรมนูญ 2540 ที่คนส่วนใหญ่ยอมรับ มีบทบัญญัติเรื่องพรรคการเมือง ว่า บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการตั้งพรรค การเมือง “เพื่อสร้างเจตนารมณ์ทางการเมืองของประชาชน” และเน้นเรื่องความเป็นประชาธิปไตยในพรรค เช่น การจัดองค์กรภายในพรรค ข้อบังคับพรรคต้องสอดคล้องกับหลักการพื้นฐานประชาธิปไตยส่วนรัฐธรรมนูญ 2560 ฉบับปัจจุบันเน้นการให้สมาชิกพรรคมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางในการกำหนดนโยบายพรรค มีมาตรการให้พรรคเป็นอิสระ ไม่ถูกครอบงำหรือชี้นำ โดยคนนอกที่ไม่ใช่สมาชิกพรรค เชื่อว่ามุ่งสกัดกั้น ไม่ให้นายทุนพรรคครอบงำ “มติพรรค” กลายเป็นคำสั่งของเจ้าของพรรค ส.ส.เป็นแค่พนักงานพรรคปัจจุบันไทยน่าจะเป็นประเทศที่มีพรรคมากที่สุด นับตั้งแต่เริ่มมีพรรคเป็นต้นมา อาจจะมากที่สุดในโลก เป็นผลจากการเลือกตั้ง ส.ส.ที่เรียกว่าระบบจัดสรรปันส่วนผสม ใช้บัตรใบเดียวเลือกตั้ง ส.ส.เขต และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ มีพรรคแข่งขันเลือกตั้งกว่า 70 พรรค ได้ ส.ส.เข้าสภา 27 พรรค กลายเป็นเบี้ยหัวแตกต้องตั้งรัฐบาลผสมเกือบ 20 พรรค แต่กลายเป็นรัฐบาลที่อ่อนแอ สภาล่มซ้ำซาก แม้จะเกือบร้อยพรรค แต่นโยบายไม่ค่อยแตกต่าง นโยบายเศรษฐกิจยึดเสรีนิยม มือใครยาวสาวได้สาวเอา แก้ปัญหา แบบประชานิยม ลดแลกแจกแถม แต่คราวนี้พรรคก้าวไกลประกาศนโยบาย “สวัสดิการไทยก้าวหน้า”สัญญาว่าจะแจกสวัสดิการคนไทย ตั้งแต่ลืมตาดูโลก จนสิ้นลมหายใจ ไม่มั่นใจ ว่าจะสัมฤทธิผลหรือไม่ ประชาธิปไตย ระบบรัฐสภา ต้องให้มีพรรคน้อยที่สุด แต่เข้มแข็ง สามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว หรือรัฐบาลผสมไม่กี่พรรคดูตัวอย่างประเทศที่ใช้ระบบรัฐสภาทั่วโลกล้วนแต่เป็นระบบน้อยพรรคดีที่สุด คือสองพรรค.