ปิดฉากลงไปอย่างเป็นทางการ เวทีประชุม APEC 2022 สรุปรวบยอดเป็นวันสุดท้าย กับบทบาทการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับโลกของประเทศไทย ภายใต้การกำกับของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชางานนี้พระเอกตัวจริง คือ “สี จิ้นผิง” ประธานาธิบดีจีน ใช้โอกาสที่ 2 ผู้นำชาติมหาอำนาจ “โจ ไบเดน” แห่งสหรัฐฯ และ “ปูติน” ของรัสเซีย ไม่เข้าร่วม เลยได้โชว์บทบาทนำเต็มตัวผ่านเอกสารสุนทรพจน์ที่แจกจ่ายสื่อทั่วโลก “โลกมาอยู่ที่ทางแยกอีกครั้ง โลกจะไปทางไหน เอเชีย-แปซิฟิกจะทำอย่างไร...โลกกำลังเข้าสู่ระยะการแปรปรวนและเปลี่ยนแปลง ความตึงเครียดของภูมิรัฐศาสตร์ และการแปรผันของโครงสร้างเศรษฐกิจได้ซ้อนทับกัน...ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ไม่ใช่สวนดอกไม้ของใครสักคน ไม่ควรกลายเป็นพื้นที่ ถ่วงดุลอำนาจ ของประเทศใหญ่ ความมุ่งหวังที่สร้าง “สงครามเย็นใหม่” ประชาชนจะไม่ยอมรับแน่นอน พวกเราต้องเดินอยู่บนเส้นทางแห่งการเปิดกว้างและครอบคลุม”คัดมาแค่ถ้อยความสำคัญๆที่บ่งชี้ท่าทีของจีนต่อการเดินยุทธศาสตร์ในภูมิภาคนี้ในขณะที่ไทยประเทศเจ้าภาพ สามารถผลักดันวาระ Bangkok Goals on BCG Model หรือ เป้าหมายกรุงเทพฯว่าด้วยเศรษฐกิจชีวภาพ–หมุนเวียน–สีเขียวภายใต้แนวคิดการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมรูปแบบใหม่ ที่เรียกว่า “BCG Economy Model”จนนำไปสู่การออกถ้อยแถลงร่วมของผู้นำ 21 เขตเศรษฐกิจส่งท้ายด้วยการเปิดทำเนียบฯ รับ “สี จิ้นผิง” และหารือทวิภาคีเต็มคณะ สานต่อความร่วมมือ 18 สาขา ส่วนใหญ่เป็นเรื่องการค้า การลงทุน การพัฒนาเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน รวมไปถึงการท่องเที่ยวในภาพรวมของการเป็นเจ้าภาพในครั้งนี้ ประเทศไทยได้ประโยชน์อย่างแน่นอน จากความร่วมมือทางการค้า การลงทุนในอนาคตโดยเฉพาะที่ได้รับไปเต็มๆ ก็คือ พล.อ.ประยุทธ์และคนในรัฐบาล ที่สมหวังได้ทั้งกล่อง และผลงานที่จะนำไปขยายผลหาเสียงได้ต่อแต่น่าเสียดายวาระส่วนใหญ่ เป็นเรื่องของผลประโยชน์ระหว่างรัฐ และกลุ่มทุน ขณะที่กลุ่มคนตัวเล็กตัวน้อยยังจับต้องไม่ได้กับประโยชน์ที่พวกเขาจะได้รับสิ่งที่สร้างรอยด่างพร้อยให้กับการทุ่มทุนเป็นเจ้าภาพจัดงานนี้ ก็คือภาพที่ปรากฏไปตามสื่อทั่วโลก กับการใช้กำลังเจ้าหน้าที่ เข้าจัดการอย่างเด็ดขาดกับกลุ่มผู้ชุมนุม ที่ใช้โอกาสนี้กดดันรัฐบาลผ่านสายตาชาวโลกสั่งการให้ตำรวจ คฝ.ใช้กระสุนยางยิงเข้าใส่กลุ่มผู้ชุมนุม ใช้กำลังเข้าสลายจนพลาดไปโดนผู้ชุมนุมบางคนถึงขั้นตาบอดถาวรและยังมีสื่อสำนักข่าวต่างประเทศบาดเจ็บด้วยเรียกว่ายิงโชว์ผู้นำ 21 เขตเศรษฐกิจกันเลยทีเดียวแถมยังมีภาพดราม่าเล็กน้อย ระหว่างงานเลี้ยงอาหารค่ำผู้นำ ที่ “สี จิ้นผิง” ไม่ได้จับมือ “บิ๊กตู่” จนต้องแก้เขินด้วยการผายมือ และเอามือไปลูบจมูกก่อนที่โฆษกรัฐบาลจะแก้เกี้ยวว่าเป็นมาตรการป้องกันโควิดของฝ่ายจีนที่แจ้งไว้ล่วงหน้าแล้ว ทั้งที่ในวาระอื่นระหว่างประชุมก็มีภาพจับมือให้เห็นดาษดื่นเรื่องนี้ไม่ได้โทษท่านนายกฯ เพราะท่านก็ทำไปตามมารยาท แต่ถ้าต้องโทษก็ต้องโทษเจ้าหน้าที่ในส่วนพิธีการ ทำไมไม่แจ้งให้ทราบก่อนปล่อยให้ภาพลักษณะนี้ออกมาบนเวทีระดับโลกแบบนี้ ถือว่าเสียหายกับประเทศภาพลักษณ์ของผู้นำ “ภาษากาย” ถือว่าสำคัญ.เพลิงสุริยะ