เป็นคู่หวานตั้งแต่วันเริ่มต้นจนมาถึงวันเปลี่ยนสถานะเป็นสามีภรรยา ศิลปินนักร้องนักเปียโนหนุ่ม “โต๋-ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร” จับมือคู่ชีวิต “ไบรท์-พิชญทัฬห์ จันทร์พุฒ” ผู้ประกาศข่าวสาวคนดัง ผ่านทั้งเรื่องดีเรื่องร้ายไปพร้อมๆ กัน “โต๋” แชร์เรื่องราวชีวิต ณ วันนี้ ผ่านร้อนผ่านหนาวสั่งสมประสบการณ์ในเส้นทางดนตรีมาเกือบ 20 ปี การเติบโต และความสุข ณ ปัจจุบัน เลยอัปเดตชีวิตเริ่มจาก...ถามถึงชีวิตกับ “ไบรท์” หลังแต่งงานเป็นยังไงบ้าง?“สำหรับผมก็ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนไปเยอะนะ ทุกอย่างเหมือนเดิมแค่มันชัดเจนขึ้น เรายังใช้ชีวิตเหมือนเดิม ทำงานกันเหมือนเดิม”พอทำรายการมีโมเมนต์คู่กัน หลายคนก็ยิ่งชื่นชอบในความเป็นโต๋ไบรท์?” ขอบคุณมากๆ จริง ขอบคุณแฟนข่าวรายการเรื่องเล่าเช้านี้ ขอบคุณแฟนเพลง ที่รักและเอ็นดูเราทั้งคู่ ผมรู้สึกว่าเราได้รับกำลังใจและรอยยิ้มจากคนรอบข้างเยอะมากๆ ทั้งคอมเมนต์ต่างๆ หรือเวลาเราไปทานข้าวที่ไหนชอบมีคนแนวผู้ใหญ่ๆ ยิ้มให้บ้าง ก็ต้องขอบคุณที่เค้ารักและเอ็นดูเรา อาจจะเป็นเพราะว่าหลายๆ คนเห็นเรามาตั้งแต่วันแรกๆ แฟนๆ ก็มีหลายๆ รุ่นตั้งแต่รุ่นใหญ่ไปจนถึงเด็กๆ แฟนข่าวก็อาจจะมาฟังเพลงเรา แฟนเพลงเราก็ไปเป็นแฟนข่าวเค้า มิกซ์กันหมด” หลังแต่งงานก็ดูหวานขึ้น จริงมั้ย?“ก็เหมือนเดิมนะ (ยิ้ม) อาจจะเป็นเพราะตอนสถานการณ์โควิด-19 แพร่ระบาดเยอะ เราก็มาทำโต๋-ไบรท์ แชนแนลกัน คนอาจจะไม่เคยเห็นไบรท์ตอนไม่ได้อ่านข่าว และคนก็ไม่เคยเห็นโต๋ตอนไม่ได้อยู่บนคอนเสิร์ต ไบรท์เค้าจะมีความเด็กกว่าเวลาอ่านข่าว ตัวผมเองเวลาเล่นคอนเสิร์ตก็ดูโตกว่านี้ คนเลยรู้สึกว่าเข้าถึงเรามากขึ้น ผมว่าทุกอย่างสมัยนี้มันไม่เหมือนสมัยก่อนด้วย สมัยนี้ทุกอย่างต้องจริง เลยลองทำดู และทำรายการ Piano&I เราเป็นแค่เจ้าของรายการ ไบรท์เค้าเป็นเจ้าของช่อง (ยิ้ม)”ดูเกรงใจภรรยา?“การฟังภรรยาเป็นสิ่งที่ดีครับ (ยิ้ม)”มีคู่ชีวิตแล้วเติมเต็มเรายังไงบ้างเพราะผ่านช่วงเวลายากลำบากมาด้วยกันเยอะ?“ผมว่าทุกๆปัญหาและความทุกข์ที่เข้ามา พอผ่านมาด้วยกันมันยิ่งทำให้เรารักกันและผูกพันกันมากกว่าเดิม ตอนนั้นเราอาจจะยังพูดแบบนี้ไม่ได้เพราะยังรู้สึกว่าสิ่งที่เจออาจจะโหดร้ายแต่พอผ่านมาแล้วมันยิ่งรู้สึกทำให้เรายิ่งผูกพันกัน และยังไงก็ต้องเป็นคนนี้ กลายเป็นตอนนี้ไม่กลัวว่าจะเจออะไรที่มันแย่เพราะรู้สึกว่าสุดท้ายมันมีข้อดีว่ามันทำให้เรารักกันมากขึ้น ก่อนหน้านี้อาจจะมีความกลัวว่าทำไมมีแต่เรื่องนั้นเรื่องนี้แต่จริงๆทุกเรื่องมันก็จะผ่านไป ในช่วงโควิด-19 เราผ่านอะไรกันมาเยอะ ไม่ว่าจะเรื่องราวคุณแม่ของไบรท์ ตั้งแต่ท่านล้มป่วยจนจากไปและการสูญเสียผู้จัดการของโต๋ หลายอย่างมาก รวมทั้งเรื่องราวที่โต๋เพิ่งเจอเรื่องไปเกี่ยวข้องกับการลงทุน ซึ่งไบรท์เค้าอยู่กับเราตลอด เราเองไม่เคยเจอเรื่องแบบนี้เราก็ตกใจนะ เพราะมันเกิดขึ้นนานแล้วตั้งแต่เรายังไม่แต่งงาน และไบรท์เค้าก็ไม่ทราบมาก่อน กลายเป็นเราที่ขอโทษเค้าเพราะมันเหมือนเรานำปัญหามาสู่เค้าด้วยซ้ำ เค้าต้องมารับฟังและเจอเรื่องนี้ ทำให้เรารู้เลยว่าเราผ่านไปคนเดียวไม่ได้เราต้องพึ่งพิงซึ่งกัน ยิ่งเค้าดีกับเราแค่ไหนในวันที่เราแย่ เราต้องจำภาพนั้นดีๆ เลย”เรื่องมีทายาทล่ะวางแผนยังไง?“พูดตรงๆ ว่า ณ ตอนนี้เรายังไม่คิดเพราะเรายังทำงานทั้งคู่และก็รู้สึกว่าเราอยากใช้เวลาในการทำทุกอย่างตรงนี้ให้เต็มที่ เพราะตัวเราก็เพิ่งก้าวขึ้นมาอีกสเต็ปมาทำงานบริหาร ไบรท์เองเค้าก็อยู่ในเวทีใหญ่ที่สุดมาตลอด ยิ่งตอนนี้มีพี่สรยุทธ ยิ่งทำงานกันเต็มที่ ซึ่งสิ่งที่เราวางแผนกันไว้ เราอยากเจียดเวลากันไปเที่ยวบ้าง ผมไม่ได้พูดไปถึงพี่ยุทธนะ (หัวเราะ) ล้อเล่นๆ อาจจะขอเวลาไบรท์เค้าสัก 5 วัน ที่ผ่านมาอย่างไปใกล้ๆ ก็มีบ้างคือเราจะล็อกทริปไว้ พอไบรท์เสร็จงานวันศุกร์เราก็ไปกันเลย ต่างประเทศอาจจะยากหน่อย เลยมาคิดกันว่าถ้าเรามีทายาทกันตอนนี้เรายังไม่ได้มีเวลาได้เที่ยวกันเลยนะ”แพลนถึงฝากไข่มั้ย หรือคิดเผื่อไว้ว่าอาจจะไม่มีลูกก็ได้?“ก็ยังไม่ได้คิดถึงขนาดนั้น ก็ขอให้ได้ไปเที่ยวด้วยกันก่อน”ช่วงที่ผ่านมาก็ได้เห็นการไปทริปทั้งครอบครัว?“เดี๋ยวนี้ไปไหนมาไหนคนถามถึงแต่คุณแม่โต๋ หรือไม่ก็ถามถึงไบรท์ ไม่ค่อยมีใครถามถึงผม (ยิ้ม) แต่ผมแฮปปี้มาก หลังแต่งงานผมชอบพาครอบครัวไปเที่ยวด้วยกันเพราะไบรท์กับคุณแม่สนิทกันมาก พาไปด้วยกันก็แฮปปี้เลย เพราะเอาจริงๆคนสำคัญในชีวิตเราก็มีอยู่เท่านี้คือครอบครัว คุณพ่อ คุณแม่ ไบรท์ เราพาเค้าไปเที่ยวกันแล้วเค้าเอนจอยที่จะอยู่ด้วยกัน คุยเล่นกัน เหมือนที่เห็นในคลิปต่างๆ เห็นแค่นี้เราเองก็มีความสุขแล้ว ผู้หญิงสองคนที่สำคัญที่สุดในชีวิตได้อยู่ด้วยกันแล้วแฮปปี้มันคือจบ” แล้วความสุขในชีวิตโต๋ตอนนี้คืออะไร?“ผมรู้สึกว่ายิ่งเราโตขึ้น เราเริ่มเข้าใจคำว่าให้คิดถึงคนอื่น ชีวิตมันจะมีคุณค่าเมื่อเราได้ทำเพื่อคนอื่น เรายังโชคดีที่คุณพ่อคุณแม่ยังแข็งแรงให้เราพาเค้าไปเที่ยว สิ่งที่สำคัญที่สุดคือสุขภาพของคนในครอบครัว สุขภาพของคนรอบข้าง ของทีมงาน ถ้าถามความสุขของตัวเองตอนนี้คงเป็นการที่เราได้ทำสิ่งที่เรารักและมีโอกาสส่งต่อสิ่งเหล่านี้ไปสู่เด็กรุ่นใหม่ๆ ผมเลยตื่นเต้นและอยากตั้งใจทำงานบริหารที่กำลังเกิดขึ้นให้ดี เราเคยเป็นเด็กคนนั้น เป็นเด็กที่มีผู้ใหญ่ให้โอกาสและเจอเรา ณ วันนี้เราก็จะได้ไปอยู่ในจุดที่ได้ให้คนอื่นต่อ โดยที่เรามีสิ่งที่พร้อมจะซัพพอร์ต”ล่าสุดกับก้าวใหม่ในการเป็นผู้บริหาร?“ผมว่ามันเป็นไทม์ไลน์ที่มันพอดีต่อๆกัน ผมก็คิดมานานว่าเราจะเล่นโชว์แบบนี้ไปตลอดเหรอ ช่วงโควิด-19 ก็ทำให้เราคิดด้วยว่าอยากทำอย่างอื่นแต่เป็นสิ่งที่เราชอบ เลยกลับมาถามตัวเองว่าแก่นของตัวเองคืออะไร มันก็คือเปียโน คือดนตรี คือด้านมิวสิก เอดูเคชัน เป็นสิ่งที่แข็งแรงของเรา แน่นอนการเป็นศิลปินเราก็ทำได้สนุกสนาน แต่เราก็คิดทำอย่างอื่นไปด้วย เลยเป็นที่มาของการมาคุยกับพี่จี๊บ-เทพอาจ กวินอนันต์ ซีอีโอค่ายเลิฟอิส ชวนเปิดบริษัทใหม่ร่วมกันในชื่อบริษัท ทรู โทน เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด พร้อมปั้นคอนเทนต์ต่างๆ รวมทั้งปั้นศิลปินหน้าใหม่ และซัพพอร์ตศิลปิน ซึ่งเป็นเรื่องแปลกมากที่พี่จี๊บเป็นคนเดียวที่คุยกับผมเรื่องนี้เพราะก่อนหน้านี้คนจะทรีตเราแบบเป็นศิลปิน แล้วเรามาคิดว่าจะยังไงต่อ รู้สึกตื่นเต้นท่ีได้เริ่มทำและปีหน้าคงยิ่งตื่นเต้นอีก” ไบรท์ซัพพอร์ตก้าวใหม่ของเรายังไง?“เค้าก็แสดงความยินดีนะ บอกว่าโต๋เป็นผู้บริหารแล้วนะ แล้วก็แซวว่าเค้าคือผู้บริหารของผู้บริหารอีกที (หัวเราะ) เค้าก็บอกว่ามันโตไปด้วยกัน ผมก็บอกเค้าว่ามันคนละแบบเลยนะกับการเป็นศิลปินที่มารอจะได้ขึ้นเล่นกับการคิดว่าเราจะทำอย่างนี้ เค้าพูดมาตลอดว่าโต๋ต้องทำในสิ่งที่เป็นตัวโต๋ทำ ต้องทำในแนวทางของตัวเอง ที่บ้านทุกคนก็แฮปปี้และบอกว่าอย่างรายการ Piano&I มันคือตัวตนของโต๋จริงๆ แฟนเพลงก็ส่งมาว่าคิดถึงพี่โต๋ในลุคนี้ เมื่อก่อนโต๋ก็คิดอยากทำแบบนี้มานานแล้วแต่เราไม่ได้มีทีมงาน ไม่ได้มีคนที่รู้ว่าเราอยากทำ พอคุยกับพี่จี๊บอย่างแรกบอกเลยว่าให้โต๋ไปหาคนมาเป็นทีม หาผู้ช่วยให้ดูแลสายงานต่างๆ แบ่งให้ชัดเจน เอาสิ่งที่อยู่ในหัวโต๋เอาไปทำต่อ ซึ่งเราไม่เคยทำแบบนี้มาก่อน อย่างรายการคิดกันว่าคอนเซปต์แบบนี้ๆ ให้ทีมงานเอาไปทำต่อ แล้วเป็นเกียรติมากที่แขกรับเชิญทุกคนยินดีจะมา อย่างอิงฟ้า วราหะ เราก็แทบไม่เคยเห็นอิงฟ้าร้องเพลงออกรายการสักเท่าไหร่ พอเราเชิญไปทุกคนยินดีมา พาร์ตอื่นๆ ก็ให้แต่ละฝ่ายดูแล”ใช้พลังงานในชีวิตเยอะมั้ยกับบทบาทนี้?“มันสนุกเหมือนกลายเป็นอีกโลกนึงของเรา มันมีไฟขึ้นมา ถามว่าใช้พลังเยอะมั้ยก็ใช้เยอะ มันคิดนู่นนี่ แต่มันก็เหมือนเราเริ่มใหม่อีกครั้งแต่ไม่ใช่เริ่มใหม่การเป็นศิลปิน เป็นอีก อย่างหนึ่ง เป็นอีกสเต็ปหนึ่ง สเต็ปชัดๆในชีวิตโต๋เริ่มจากทำกับเบเกอรี่ มิวสิกกับพี่บอย-โกสิยพงษ์ เล่นเปียโนอย่างเดียวไม่มีเพลงเลย แล้วก็หายไปหลายปี กลับ มาทำเพลง “รักเธอ” หลังจากนั้นก็ตามฝันศิลปินไปไต้หวัน พอกลับมาก็หายไปสองปี ไม่รู้จะทำอะไรต่อ ช่วงนั้นก็เป็นจุดเปลี่ยนหนึ่ง และกลับมาทำเพลง “สักวันคงได้เจอ” ก็เติบโตขึ้นและเล่นคอนเสิร์ตใหญ่ที่อิมแพ็ค อารีน่าปี 2019 ซึ่งปีต่อมาก็มีโควิด-19 พอดี และมีช่วงที่ไปอยู่ในรายการต่างๆ จนมาถึงตอนนี้ก็เป็นอีกสเต็ปหนึ่งที่เราอยากทำ ความตั้งใจจริงๆผมอยากผลักดันเด็กรุ่นใหม่ๆ และได้เป็นพาร์ต เนอร์กับค่ายต่างประเทศ”มองตัวเองจากวันที่มีฝันในการเป็นศิลปินวันแรกๆกับตอนนี้ นักเปียโนคนนั้นเปลี่ยนไปเยอะมั้ย?“โต๋ว่าสิ่งที่เหมือนเดิมคือตัวเรากับดนตรี ตัวเราที่เป็นแบบนี้ด้วย คนอื่นจำเรา เรียกว่าพี่โต๋ เสมอไม่ว่าจะนานแค่ไหน เราก็ขอบคุณนะ และสิ่งที่เปลี่ยนไปก็คือความเติบโต และการเข้าใจอะไรในชีวิตมากขึ้น เมื่อก่อนเราเป็นศิลปินเราตั้งเป้าว่าเราจะได้ไปเล่นที่ไหนอยากจะประสบความสำเร็จไปที่นั่นที่นี่ และเราก็ได้ทำมัน จนถึงวันนี้ถามว่าแลนด์มาร์กของเราคืออะไร เราเอาแค่ได้ทำในสิ่งที่รัก มีสุขภาพดี คนรอบข้าง ครอบครัว มีสุขภาพดี เจอหน้ากันทุกวันยังมีรอยยิ้มถึงไม่ได้ประสบความสำเร็จมากมันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่แล้วตอนนี้ ขอให้สุขภาพดีคงเป็นเรื่องแรก ความสุขมันอยู่ในทุกๆ วัน ทุกโมเมนต์ เกิดขึ้นง่ายๆ ในครอบครัว เด็กที่ตามหาฝันคนนั้นก็มีความสุขดี แต่ถึงวันนี้ชีวิตมันก็เปลี่ยนไป ความฝันมันทำให้เรามีทิศทางก็ใช่ แต่มันไม่ได้แปลว่าเราต้องเดินไปหาฝันอย่างเดียว แต่เราแฮปปี้กับทุกๆวัน ตื่นมาเจอคนที่รัก”แพชชันการทำเพลงล่ะ?“ยังอยากทำครับ เราก็อยากทำงานกับคนรุ่นใหม่ๆ เมื่อก่อนเป็นคนที่อยากทำเองทุกอย่าง มองย้อนไปก็คิดว่าตอนนั้นทำไมเราเป็นแบบนั้น แต่วันนี้ขอแค่มีความสุขทุกวัน”.เรื่อง : สุภลัคน์ วุฒิกรีธาชัย