ปัญหากัญชาเสรีกลายเป็นวิวาทะทางการเมืองอย่างไม่จบสิ้น นายสุทิน คลังแสง ประธานวิปฝ่ายค้าน ให้สัมภาษณ์สื่อ ว่า ประกาศฉบับล่าสุดของกระทรวงสาธารณสุข ที่ห้ามขายดอกกัญชาให้คนบางกลุ่ม ถือว่าใช้ได้ แต่ไม่ใช่มาตรการป้องกันการเสพ เพราะกฎหมายไม่ได้ห้ามปลูก ทำให้เด็กเข้าถึง ไม่ได้ซื้อสูบแต่ปลูกเพื่อเสพในครอบครัวเมื่อนักข่าวบอกว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ไม่อยากให้นำเรื่องนี้มาเป็นเกมการเมือง นายสุทินจึงโต้กลับว่า อย่าอ้างคำว่าการเมืองมาปิดปากพวกเราทุกเรื่อง ต้องคิดบ้างว่าเรื่องที่เราทำ เป็นเจตนาบริสุทธิ์ เพื่อปกป้องประชาชนและประเทศ จึงควรเปิดใจรับฟัง อย่าโยงเป็นการเมืองทุกเรื่องเป็นคำตอบโต้ที่มีเหตุผล ที่ผ่านๆมา พรรคภูมิใจไทยมักจะไม่พอใจ เมื่อถูกวิจารณ์เรื่องกัญชา เช่น ถามกลับ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลที่คัดค้านในทำนองว่า “รับงานใครมา” และวิจารณ์นายแพทย์สมิทธิ์ ศรีสนธิ์ นายแพทย์นิติเวชแห่งประเทศไทย ว่านำเสนอตัวเพื่อให้ได้รับความนิยม คงกำลังคาดหวังอะไรบางอย่างคล้ายกับจะมองว่าความเห็นเรื่องกัญชา ถ้าเห็นต่างจากพรรคภูมิใจไทย กลายเป็นความเห็นผิด และมองนักการเมืองที่คัดค้านเป็นการเล่นเกมการเมือง เช่นเดียวกับนักการเมืองบางฝ่าย ชอบกล่าวหานักการเมืองด้วยกัน ที่เสนอแก้ไข ป.อาญามาตรา 112 ว่ามีเจตนาร้าย ทำให้ ม.112 กลายเป็นเรื่องห้ามพูดทั้งๆที่ ม.112 เป็นเพียงมาตราหนึ่งในประมวลกฎหมายอาญา เช่นเดียวกับมาตราอื่นๆ เพียงแต่ ม.112 เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปี ถึง 15 ปี เป็น กฎหมายที่มีมาช้านาน แต่มีการแก้ไขโดยคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน เมื่อวันที่ 21 ต.ค.2519เป็นการแก้ไขโดยคณะรัฐประหาร ไม่ใช่โดยรัฐสภา เป็นคณะรัฐประหารที่ยึดอำนาจ หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เป็นการแก้ไขเพื่อเพิ่มโทษ และต่อมากลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อใช้กลั่นแกล้งฝ่ายที่เห็นต่าง และมีเสียงเรียกร้องให้แก้ไข ไม่ให้ใครก็กล่าวหาได้ แต่ให้มีคณะกรรมการเป็นผู้ฟ้องบุคคลสำคัญที่เคยเรียกร้องให้แก้ไข มีทั้งอดีตนายกรัฐมนตรี และ ศ.ดร.คณิต ณ นคร อดีตอัยการสูงสุด แต่เรื่องเงียบไป ทำให้ ม.112 กลายเป็นเรื่องต้องห้ามถึงวันนี้ แต่หวังว่า ปัญหากัญชาเสรีคงจะไม่เป็นเรื่องต้องห้าม สำหรับผู้เห็นต่าง อันได้แก่ กลุ่มผู้สนับสนุนการใช้กัญชาเพื่อการแพทย์ แต่คัดค้านการ “พี้” สันทนาการ.