ใกล้สิ้น พ.ศ.ไหนๆ ก็ไม่เศร้าสลดใจเท่ากับจะใกล้สิ้น พ.ศ.2565 ความเดือดร้อนแสนสาหัสมาเยือนประชาชน ไม่เฉพาะคนไทย แต่กระทบต่อคนทั้งโลก อันเป็นผลที่ไล่มาจากสงครามการค้ายุคทรัมป์ ตามด้วยทัศนคติของไบเดนที่มีต่อจีนและรัสเซียที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งขนาดใหญ่ โดยเฉพาะสงครามรัสเซีย-อูเครน ที่เกิดแทรกขึ้นมาท่ามกลางวิกฤติโควิด-19บริษัทห้างร้าน โรงงานต่างๆ รวมทั้งองค์กรทางธุรกิจเริ่มแจ้งกับผู้ทำงานเรื่องการขอปรับลดพนักงานตั้งแต่มกราคม 2566 เป็นต้นไป ไม่เฉพาะบริษัทไทยเท่านั้น แม้แต่บริษัทใหญ่ๆระดับโลกก็เตรียมรักษาองค์กรตัวเองด้วยการปรับลดพนักงานที่สร้างความตระหนกตกใจในระดับโลกก็คือ เมตา แพลตฟอร์ม หรือที่เดิมชื่อว่าเฟซบุ๊ก ประกาศลดพนักงานครั้งมโหฬาร ใครจะนึกเล่าครับ ว่าบริษัทข้ามชาติอเมริกันซึ่งเป็นบริษัทแม่ของเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และวอทส์แอพ ที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ พ.ศ.2547 เคยเสนอขายหุ้น IPO หรือหุ้นใหม่ให้แก่ประชาชนเป็นครั้งแรกเมื่อกุมภาพันธ์ 2555 และซื้อขายบนตลาดหุ้นแนสแด็กอย่างเป็นทางการเมื่อพฤษภาคม 2555 จะมีวันที่เกิดความตกต่ำย่ำแย่ขนาดหนัก มีคนเคยกล่าวว่า ความรุ่งเรืองของบุคคลหรือองค์กรจะอยู่ประมาณ 1 ทศวรรษหรือ 10 ปี เฟซบุ๊กก็อยู่ในช่วงความรุ่งเรืองครบ 10 ปี (2555-2565) เช่นเดียวกัน31 ธันวาคม 2564 เมตาแพลตฟอร์มมีพนักงาน 71,970 คน มีสินทรัพย์ 1.6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 5.6 ล้านล้านบาท หลังจากเปลี่ยนชื่อเมื่อ 28 ตุลาคม 2564 เป็นเมตา ที่แปลว่าเหนือกว่าหรือไกลโพ้น ธุรกิจของเฟซบุ๊กเริ่มเผชิญความยุ่งยาก สัปดาห์ที่ผ่านมา ก็เริ่มมีการประกาศการทยอยปลดพนักงาน 1.1 หมื่นคนที่ประจำการอยู่ทั่วโลก สถานการณ์ที่นำไปสู่ความยุ่งยากและความตกต่ำทางเศรษฐกิจ ทำให้ซักเคอร์เบิร์กและผู้บริหารประกาศยุติการพัฒนานาฬิกาอัจฉริยะและอุปกรณ์แสดงหน้าจอแบบพกพาไปด้วย ความที่ภรรยาเป็นคนจีน ทำให้ผมพอรู้เรื่องราวข่าวสารและความเคลื่อนไหวของคนจีนที่มีฐานะ พวกที่มีเงินมองว่าปีหน้า เศรษฐกิจจีนจะไม่หวือหวาฟู่ฟ่าเหมือนเก่า บวกกับการเมืองซึ่งหลายคนมองว่าน่าจะมีความขัดแย้งเกิดขึ้นภายใน ทำให้คนจีนที่มีฐานะและมีความรู้เริ่มกระโจนออกไปนอกประเทศ บริษัทจีนหลายแห่งก็เริ่มมีนโยบายปรับลดพนักงานเช่นเดียวกันรัฐบาลของแต่ละประเทศเริ่มออกมาตรการช่วยเหลือเกื้อกูลทั้งคนและองค์กรที่โดนผลกระทบจากความตกต่ำทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ไม่ต้องใช้นักวิจัยจากสำนักใด ทุกคนก็เดาออกว่า พ.ศ.2566 การกระดิกพลิกตัวของประเทศใหญ่จะไม่เหมือนเดิม ในอดีต ทุกทีที่จะมีการประชุมเอเปก ผู้นำแต่ละประเทศจะมาประชุมร่วมกัน แต่ปีนี้ เป็นที่แน่นอนแล้วว่าผู้นำ 2 ประเทศใหญ่ในโลกคือประธานาธิบดีไบเดนของสหรัฐฯกับประธานาธิบดีปูตินของรัสเซีย จะไม่เดินทางมาไทยในระหว่างการประชุมเอเปกเท่าที่ติดตามดูนโยบายของหลายประเทศ พบว่าต่างหันมาด้านการเกษตร ทุกคนทุกประเทศคิดตรงกัน ว่าทำยังไงก็ได้เพื่อให้ประชาชนคนของตนมีอาหารตกท้องอย่างทั่วถึง เรื่องหนี้สินต่างๆที่บานเบอะเยอะแยะ ทั้งหนี้ครัวเรือน หนี้ธุรกิจ ทุกรัฐบาลก็เร่งประดิษฐ์คิดนโยบายแก้ไขไม่ให้ประชาชนต้องร้อนรนหาเงินมาใช้หนี้ เพื่อให้พร้อมในการลงไปทำการเกษตรและสร้างผลผลิตไทยเป็นประเทศที่ยังโชคดีที่มีประชาชนคนส่วนหนึ่งมีความรู้ด้านการเกษตร และสามารถผลิตอาหารการกินเพื่อเลี้ยงตัวเองได้ รอเพียงนโยบายของรัฐบาลด้านการแช่แข็งหนี้ให้เกษตรกรเกิดความโปร่งโล่งสบาย หลายคนพยายามโจมตีรัฐบาลในเรื่องเศรษฐกิจไทยตกต่ำ ขอเรียนย้ำซ้ำอีกครั้งหนึ่งว่าไม่ใช่เกิดขึ้นเฉพาะประเทศไทย ในสถานการณ์อย่างนี้ ไม่มีอะไรดีกว่าการให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ต้องมาชุมนุมสุมศีรษะช่วยกันคิด ช่วยกันทำ ช่วยกันหาทางออกแม้ว่าผู้นำใหญ่ 2 ประเทศจะไม่มา แต่เปิดฟ้าส่องโลกก็ขอให้การประชุมเอเปกครั้งนี้เรียบร้อย เป็นที่ชื่นชมของคนทั้งโลกครับ.นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัยsonglok1997@gmail.com