อีกแค่สัปดาห์เดียว มหกรรมฟุตบอลโลก 2022 ที่ประเทศกาตาร์ จะเริ่มโม่แข้งในวันที่ 20 พฤศจิกายนนี้ตามแนวโน้มที่แฟนบอลชาวไทยต้องลุ้นหนักยิ่งกว่าทายแชมป์ ก็คือต้องลุ้นว่าจะได้ดูการถ่ายทอดสด กีฬาลูกหนังสุดยิ่งใหญ่ครั้งนี้หรือไม่โดยเงื่อนไขสถานการณ์ที่ไทยแลนด์แทบจะเป็นชาติสุดท้ายในอาเซียนที่ยังไม่ได้ซื้อลิขสิทธิ์จากฟีฟ่า นอกนั้น สิงคโปร์ มาเลเซีย บรูไน อินโดนีเซีย กัมพูชา ลาว นั่งเฝ้ารอหน้าจอทีวีกันหมดอด ไม่อด เหลือแค่ 5 วันสุดท้าย เส้นตายคือวันที่ 19 พฤศจิกายนปมปัญหาอยู่ที่เจ้าภาพจ่ายค่าลิขสิทธิ์ 1,600 ล้านบาท ยังได้ไม่ครบ แม้คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จะเจียดงบประมาณมาให้ 600 ล้านบาทนั่นก็ยังขาดอีกบานตะไทกว่า 1,000 ล้านบาทงานนี้เลยต้องทอดกฐินสามัคคี การกีฬาแห่งประเทศไทยต้องวิ่งหาเจ้าภาพร่วมสมทบทุนลุ้นกันจนวินาทีสุดท้ายท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่แบ่งออกเป็น 2 ฝัก 2 ฝ่าย ด้านหนึ่งนักวิชาการ อาจารย์มหาวิทยาลัย องค์กรเอกชน ก็คัดค้าน โจมตี กสทช.ใช้งบประมาณผิดวัตถุประสงค์ แต่อีกมุม ภาคเอกชน ก็สนับสนุนให้ยอมทุ่มทุนซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดฟุตบอลโลก เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้เงินหมุนในระบบจำนวนมหาศาลตามมาตรฐานแบบไทยๆขัดแย้ง ทะเลาะกัน ได้ทุกเรื่องนั่นก็ไม่ต้องพูดถึงผลประโยชน์การเมือง เรื่องของเกมช่วงชิงอำนาจ เมื่อถึงจุดผลประโยชน์ขัดกัน สายสัมพันธ์ที่คบกันมานาน 30–40 ปี ก็มีอันสั่นคลอนได้ภายใต้ปรากฏการณ์ที่การกระทำชัดเจนกว่าคำพูดถึงจุดที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ รมว.กลาโหม กับ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ หัวหน้าค่ายพลังประชารัฐ ต่างยืนยันในความเป็นพี่เป็นน้อง ท่องสคริปต์ยังไงก็ไม่มีวันแตกแยกกันพูดจนเฝือ แต่คนไม่เชื่อซะแล้วตามแนวโน้มอารมณ์แบบที่ “บิ๊กบราเธอร์” ขึ้นเสียงฉุนตอบนักข่าวว่าด้วยเรื่องที่ “น้องเล็ก” จะนำลูกหาบแหกค่ายพลังประชารัฐ ไปปักหลักปักฐานกับพรรครวมไทยสร้างชาติ“ไปเลย จะไปไหนก็ไป”“บิ๊กป้อม” ไม่ได้แม้แต่จะออกปากปฏิเสธ เหนี่ยวรั้ง ตรงกันข้ามเหมือนได้จังหวะเร่งเกม “ขับไล่ไสส่ง”ไม่ได้อินังขังขอบกันซะเลยขณะที่อีกด้านหนึ่ง ก็เป็นภาพแปลกๆที่นักข่าวทำเนียบรัฐบาลสังเกตว่า “เสี่ย ตุ๋ย” นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่ปรึกษานายก รัฐมนตรี หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ โผล่มาประกบติด “บิ๊กตู่”รับกันพอดิบพอดีกับกระแสข่าวการเลือกปักหมุดของทั่นผู้นำแม้จะบอกปัดกันเป็นพิธีว่า ยังไม่มีการพูดเรื่องสมัครเป็นสมาชิกพรรค แต่นายพีระพันธุ์ ก็แบะท่า ปูพรมแดงรอล่วงหน้า ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ มาเป็นสมาชิก พรรครวมไทยสร้างชาติก็เป็นเรื่องดีคนดี อยู่ไหนก็ดีทั้งนั้นประทับตรา การันตีคุณสมบัติกันเสร็จสรรพเลยและในจังหวะคาบเกี่ยว ยังมีคำสั่งของ พล.อ.ประยุทธ์ แต่งตั้งนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี เป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ หลังเพิ่งประกาศลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ แสดงท่าทีร่วมงานกับค่ายรวมไทยสร้างชาติของนายพีระพันธุ์ถ้าจะบอกว่า ไม่เกี่ยวกัน มันจะบังเอิญมากจนเกินไปเอาเป็นว่า สถานการณ์มาถึงตรงนี้ โอกาสที่ 2 ป. “บิ๊กตู่” กับ “บิ๊กป้อม” จะแยกกันสร้างดาวคนละดวง แตกตัวออกไปอยู่คนละพรรค เป็นไปได้สูงอัตราต่อรองพอๆกับ “บราซิล–อาร์เจนตินา” จะได้แชมป์บอลโลกอยู่ที่ว่า จะแยกกันเดินแล้วกลับมารวมกันตี หรือต่างคนต่างไปทางใครทางมัน ปาดหน้าแย่งกันลุ้นเก้าอี้นายกรัฐมนตรีหลังเลือกตั้งรอบหน้า2 ป. ร้าวลึก ไม่แน่นปึ้กเหมือนเดิมอีกต่อไปและโดยแรงสั่นสะเทือนจากการแยกวงของ “น้องเล็ก” กับ “พี่ใหญ่” แตกพรรคใครพรรคมัน นอกจากทำให้ฐานหลัก 3 ป. อย่างค่ายพลังประชารัฐ ต้องลดขนาดลง ส่อเป็นพรรคขนาดกลางหนทางเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลตีบตันที่สำคัญ มันยังลามไปกระแทกพรรคประชาธิปัตย์ที่กำลังร้าว แตกเละเป็นเสี่ยงๆตามสถานการณ์อย่างที่นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกฯและ รมว.พาณิชย์ หัวหน้าค่าย ปชป.ออกปากขอร้องให้ ส.ส.ลูกพรรคอยู่ร่วมสู้ด้วยกันยังเบรกอาการหวั่นไหวของลูกทีมไม่ได้แม้กระทั่งปรมาจารย์ระดับนายชวน หลีกภัย ประธานสภาฯ เสาหลักของ ปชป.ออกมาดักคอประจานดังๆ คนที่ออกจากพรรคไป กลับมาชวนเพื่อนให้ย้ายพรรคตามไปด้วยนั่นก็ยังเบรกอาการเลือดไหลไม่อยู่อารมณ์แบบที่ น.ส.รังสิมา รอดรัศมี ส.ส.สมุทรสงคราม พรรคประชาธิปัตย์ พูดชัดๆเลยว่า กลัวสอบตก ต้องทำโพลถามคนในพื้นที่ จะให้อยู่พรรคไหนถ้าจำเป็นต้องย้ายออกจากค่าย ปชป.ก็จำเป็นต้องชิ่งอาการคนประชาธิปัตย์ต่างคนต่างต้องเอาตัวรอด ในภาวะกระแสพรรคตกต่ำ ดึงไม่ขึ้น จากสถานการณ์แตกเป็นเสี่ยงจากภายใน แบ่งเป็นสาย กปปส. ก๊วนใต้ปีกของ “จุรินทร์” สายตรงของ “เสี่ยต่อ” นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ เลขาธิการพรรคหักดิบ เฉือนคม แทงหลังกันมาตลอดและเมื่อถึงเวลาแยกย้าย เป้าหมายปลายทางของคนประชาธิปัตย์เกือบทั้งหมด ปักหมุดอยู่ที่ค่ายรวมไทยสร้างชาติ ฐานกำลังของทีม กปปส.แทบจะกลายเป็นสาขาใหม่ ของ ปชป.เลยก็ว่าได้ในสภาพสวนทางกัน ประชาธิ ปัตย์ถดถอย เรี่ยวแรงลดน้อยลง ตรงกันข้ามกับค่ายรวมไทยสร้างชาติที่ดูมีน้ำมีนวลขึ้น ตามสถานการณ์ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะเฉลยคำตอบสุดท้ายหลังการประชุมเอเปกปักหมุดเลือกทีม “รวมไทยสร้างตู่” หามไปสุดซอยประชาธิปัตย์พรรคแตก เซ่นยุทธการ 2 ป. แตกพรรคด้วยสภาพการณ์อย่างนี้ มันเป็นอะไรที่สามารถมองทะลุอนาคต ระดับ “ชวน” ดึงลูกพรรคไม่อยู่ “จุรินทร์” คุมเกมในพรรคไม่ได้ ปชป.ยากจะฟื้นจากสูญพันธุ์ใน กทม.และยังส่อจะเสียฐานที่มั่นใหญ่ในภาคใต้ โดนเจาะพรุนแน่แต่นั่นก็ยังเป็นอะไรที่คาดการณ์ตามเงื่อนไขสถานการณ์ ณ ปัจจุบัน ว่ากันตามธรรมชาติการเมืองแบบไทยๆ ยังเป็นอะไรที่พลิกไปพลิกมาได้ ตราบใด ที่ระฆังยกแรกยังไม่เริ่มโดยเฉพาะเมื่อกติกาเลือกตั้งยังไม่รู้ออกหัวออกก้อยตามโปรแกรมล่าสุดที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดวินิจฉัย ประเด็นร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ในวันที่30 พฤศจิกายนนี้โอกาสหวยยังออกได้ทุกหน้า ทั้งปาร์ตี้ลิสต์สูตรหาร 100 หรือพลิกกลับไปสูตรหาร 500และเมื่อนั้นแหละ พอได้กติกาชัดเจน “นักเลือก ตั้งอาชีพ” รู้แน่ชัดว่ากติกาปาร์ตี้ลิสต์ออกมาเข้าทางป้อมค่ายใหญ่ หรือเป็นบวกกับพรรคเล็กมันจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจครั้งสุดท้ายโอกาสการย้ายพรรค ต้องอยู่บนพื้นฐานเพื่อผลประโยชน์สูงสุดกับตัวเองสถานการณ์บนทางสองแพร่งจะเลือกเก็บกล้วย หรือเน้นเป็นผู้แทนฯ.“ทีมการเมือง”