ความหวังที่จะเห็นการเมืองไทยก้าวหน้า สู่ความโปร่งใสและเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง ยังริบหรี่เหมือนเดิม แม้จะมีการเลือกตั้งใหม่ในอีกไม่เกิน 6 เดือน อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร เปิดโปงว่า พรรคการเมืองบางพรรคทุ่มเงินซื้อ ส.ส. ถึงคนละ 80 ล้านบาท เหมาะสำหรับ ส.ส.ที่จะวางมือ รับเงินแล้วขึ้นป้ายหาเสียง 5 ล้านบาทเงินที่เหลือเก็บเข้ากระเป๋า และกลับบ้านไปเลี้ยงหลาน นายทักษิณวิจารณ์เรื่องนี้ผ่านทางเพจในหัวข้อ “ที่ดิน สุรา กัญชา มั่วเต็มคาราเบล ทำนโยบายไม่เป็น หรือเห็นแก่เงินของใคร” พูดถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ คนหนึ่งจะไปพรรคใหม่ อีกคนจะเข้าพรรคเดิม ประชาชนจะสอนบทเรียนบทเรียนนั้นก็คือจะรับเงินซื้อเสียง แต่จะไม่เลือก ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง จะเป็นคุณูปการอันใหญ่หลวงสำหรับการเมืองไทยและประเทศไทย แสดงว่าคนไทยมีวุฒิภาวะสูง มีความตื่นตัวทางการเมืองสูง ไม่ยอมให้นักการเมืองมอมเมาด้วยอำนาจเงินไม่กี่ร้อยบาท ทำให้การเมืองล้าหลัง ถอยหลังเข้าคลองในวัฏจักรน้ำเน่าที่ผ่านๆมา เมื่อผู้สมัคร ส.ส.ได้ เงินมา ไม่ต้องถึง 80 ล้านบาท จะทุ่มเงินซื้อเสียงประชาชน ซื้อหัวคะแนน และทุกอย่างที่ขวางหน้า ทำให้การเมืองไทยวนเวียนอยู่ในวัฏจักรน้ำเน่า เริ่มต้นด้วยรัฐประหาร ฉีกรัฐธรรมนูญแล้วเขียนใหม่ ให้เป็นประชาธิปไตยครึ่งใบ ตามด้วยการเลือกตั้ง และวนเข้าวงจรรัฐประหารอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ไม่ได้เปิดโปงเรื่องการทุ่มเงินซื้อ ส.ส.เป็นครั้งแรก แต่พูดมาแล้วหลายครั้ง แต่คราวนี้พูดขึ้นมา ขณะที่มีรายงานข่าวที่ยังไม่ยืนยันว่าจะมีการฟ้องร้องดำเนินคดีสำคัญ ซึ่งนักวิเคราะห์การเมืองสืบทราบมาว่า จะเป็นการฟ้องคดีการรับจำนำข้าวภาค 2 ที่กระทบถึงพรรคที่ประกาศ “แลนด์สไลด์”คดีทุจริตรับจำนำข้าวภาค 1 จบสิ้นไปแล้วหลายปี มีนักการเมืองระดับอดีตรัฐมนตรีถูกจำคุกคนละหลายสิบปี พร้อมทั้งอดีตข้าราชการระดับสูง และนักธุรกิจชื่อดัง แต่โชคดีที่อดีตนายก รัฐมนตรีที่ถูกพิพากษาให้จำคุก สามารถใช้อภินิหารหลบหนีไปต่างประเทศได้ทัน ต้องติดตามกันต่อไป จะหนีได้ตลอดกาลหรือไม่ถ้ามีการปัดฝุ่นคดีรับจำนำข้าว มาเป็นภาค 2 จริง ทำให้น่าสงสัย ทำไมถึงเพิ่งคิดได้ เมื่อเวลาล่วงเลยมากว่าสิบปี เรื่องนี้ต้องขอพึ่งบรรดา “นักร้อง” มืออาชีพทั้งหลาย ที่จะต้องตรวจสอบค้นหาความจริง เพื่อพิสูจน์ให้เห็นกันจะจะว่าประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยเต็มใบ มีระบบการตรวจสอบที่เข้มแข็งจริงหรือไม่.